ชีวิตและการงาน

ติดโซเชียลฯ แค่ไหน ถามใจตัวเองดู

Published 13 พ.ย. 2018

By คำ ผกา

use-social-media-more-smart-living-Rabbit-Today-banner

ครั้งที่แล้วเขียนเรื่อง อยู่ในโลกโซเชียลฯ อย่างไรให้จิตไม่ตก ซึ่งก็ย้ำกันอีกครั้งว่าเป็นทัศนะส่วนตัว ประสบการณ์ส่วนตัว คนจำนวนมากอาจจะไม่ได้มีปัญหาแบบที่ฉันเขียนไป

นั่นคือการติดกับดักของความรู้สึกว่า ชีวิตของเราแย่จังเมื่อเทียบกับคนอื่น เช่น ลูกเราไม่เก่งไม่ดีเท่าลูกคนอื่น พ่อแม่เราไม่น่ารักเหมือนพ่อแม่คนอื่น แฟนเราไม่ดีเหมือนแฟนคนอื่น หรือชีวิตที่ไม่มีแฟนทำไมมันเศร้ามันเซ็ง ในทางตรงข้าม ก็มีอีกกับดักหนึ่งคือการลืมไปว่า โซเชียลมีเดียมีไว้เพื่อสื่อสารกับคนที่เรารัก คนที่เราแคร์ มีไว้เพื่อแบ่งปันความรู้ประสบการณ์เป็นเบื้องต้น หาใช่เวทีประกวดความเก่ง ความเก๋ ความสมบูรณ์แบบของชีวิต

และจากประสบการณ์ส่วนตัวอีกนั่นแหละ ที่ตัวฉันเองคิดว่า ตัวเองเกือบเป็นแบบนั้น หรือเป็นแบบนั้นมาสักพักหนึ่ง จนกระทั่งมานั่งระลึกได้ว่า เอ๊ะ นี่เราโพสต์รูปบ้าน รูปห้องเราไปทำไม เราอยากอวดใช่ไหมว่าบ้านเราสวย สวนเราสวย แล้วเราอยากอวดไปทำไม และถ้าเราอยากอวดจริงๆ เกินห้ามใจ เราก็ต้องรู้ตัวเองด้วยว่านี่กำลังอวดอยู่นะ อย่าหลอกตัวเองว่าไม่ได้อวด ท้ายที่สุดก็ต้องประเมินด้วยว่าการอวดของเราจะสร้างความเดือดร้อน รำคาญ หรือไม่ค่อยเป็นประโยชน์ต่อใครหรือเปล่า

ตัวฉันเองนี่แหละ ที่ครั้งหนึ่งใช้โซเชียลมีเดียเพื่อโชว์ว่าฉันฉลาด ฉันเก่ง ฉันซับซ้อน ฉันรสนิยมดี - ไม่ได้แปลว่าการอวดนั้นเป็นอาชญากรรม แต่ท้ายที่สุด ฉันพบว่ามันกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างน่าประหลาด เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามขึ้นมาในชีวิต แทนที่ฉันจะเห็นเหตุการณ์นั้นอย่างที่มันเป็น ฉันกลับคิดว่า ถ้าเราเขียน หรือเล่าเรื่องนี้ลงในเฟซบุ๊ก - เราจะเล่าอย่างไรดีนะ

ถ้าเราเห็นแมวสักตัวน่ารักในตลาด แทนที่เราจะเห็นว่า เออ น่ารักดี แล้วผ่านไป กลายเป็นว่า เราอยากจะเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป จากนั้นก็คิดไปได้อีกโดยอัตโนมัติว่า เราจะเขียนคำบรรยายภาพนี้อย่างไรดีนะ จึงจะสร้างความบันเทิง เซอร์ไพรส์แก่เพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กของเรา ถ้าเรากินอาหารอะไรสักอย่าง แทนที่เราจะกินอร่อย ไม่อร่อย อิ่ม แล้วผ่านไป สิ่งแรกที่เราคิดกลับกลายเป็น จะถ่ายอาหารนี้มุมไหนดีนะ จะนำเสนอมันอย่างไร จะมีมุก มีพล็อตอะไร เพื่อนจะได้ชอบ จะได้ไลค์ จะได้เลิฟ ฯลฯ

ทีนี้พอมันมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ลามปากมาในทุกกิจกรรมเรื่อยๆ จึงเริ่มถามตัวเองว่า เฮ้ยยยย ทำไมเรามองทุกกิจกรรมชีวิตเราเป็นแคปชั่นไอจี หรือเป็นสเตตัสในเฟซบุ๊กนะ เราไม่สามารถอยู่กับมันแล้วก็ผ่านมันไปโดยไม่บันทึกมันไว้ได้ไหม หรือเก็บเรื่องราวที่คาใจไปนั่งเล่าให้เพื่อนๆ ฟังเมื่อเจอกันไม่ได้เหรอ

และที่ขำไปกว่านั้นคือ เมื่อเพื่อนๆ มาเจอกันก็แทบไม่ต้องเล่าอะไรให้กันฟังเลย เพราะเราได้รู้ได้เห็นทุกอย่างจากเฟซบุ๊กหรือไอจีไปเรียบร้อยแล้ว หรือ บางทีเราก็พลาดจะรู้เรื่องบางอย่างของเพื่อน เพราะเพื่อ Supposed ว่าเราได้รู้ผ่านเฟซบุ๊กไปแล้ว

แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับที่ฉันรู้สึกว่า ชีวิตของตนเองถูกรบกวนจากรูปแบบความสัมพันธ์ของชีวิตจริงกับเฟซบุ๊ก เพราะฉันกำลังมองปรากฏการณ์ หรือปฏิบัติการต่างๆ ในชีวิตประจำวันในฐานะของเรื่องเล่าที่จะไปปรากฏตัวบนเฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียไปจนหมดสิ้น

ขอย้ำอีกครั้งว่า ฉันอาจจะผิด และที่เขียนไม่ได้บอกว่าทุกคนมาทำเหมือนฉันกันเถอะ เพราะแต่ละคนย่อมมีหนทางในการดีลกับโซเชียลมีเดียของตนต่างๆ กันไป แต่ฉันได้ปรับการใช้เฟซบุ๊กของตัวให้มันเป็นแพลตฟอร์มของการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร ทั้งจากสื่อ และจากเพื่อน และคนที่เราติดตามงาน และความคิดของเราเป็นหลัก การอวดชีวิตยังทำอยู่ แต่พยายามทำแบบรู้ตัวว่ากำลังอวด

เช่น รูปการฝึกโยคะ โดยการติดแฮชแท็กไปเลยว่า #โยคะขี้อวด รูปอาหาร รูปบ้าน รูปสวน ที่ต้องการอวดก็พยายามเว้นระยะไม่ให้มากเกินไป และเลือกที่คิดว่า มันมีความหมายกับตัวเราจริงๆ ที่เหลือคือเอาไว้ขายของ เช่น การแชร์คอลัมน์ รายการที่ตนเองจัด

สิ่งที่พยายามละเว้น ซึ่งก็ทำได้ไม่ค่อยดีนัก คือการระบายความโกรธ ความหงุดหงิด การด่าทอ เพื่อนฝูง ญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน เพราะรู้ว่า บางคราวความโกรธนั้นมันเป็นเรื่องวูบมาวูบไป แต่ถ้าเราโพสต์ สิ่งที่เราเขียนจะไม่มีวันหายไปไหน ทั้งๆ ที่เราหายโกรธแล้ว หรือแรงกว่านั้น เป็นตัวเราที่เป็นฝ่ายผิด แต่ดันไปด่าคนอื่น

ถึงจะลบโพสต์ไป แต่การแคปหน้าจอเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ใดๆ ก็ตามหากเกี่ยวกับงานและเพื่อนร่วมงาน ต้องนับหนึ่งถึงร้อยถึงพันถึงหมื่น ก่อนโพสต์ และถ้าเป็นไปได้อย่าโพสต์

พอทำไปสักพัก รู้สึกว่า เออ ชีวิตดีขึ้นแฮะ ดีขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ และสามารถเอาตัวออกห่างจากการดูโทรศัพท์ได้มากขึ้น นั่งแท็กซี่แล้วนั่งดูอะไรข้างทางไปเรื่อยๆ โดยไม่ควักโทรศัพท์มาดูเฟซบุ๊กเลยก็ได้ และแค่นี้ อย่างน้อยก็ดีต่อสุขภาพสายตา ลดอการเวียนหัว ไม่ปวดเมื่อย คอ บ่า ไหล่ และได้เห็นโลกตัวเป็นๆ ที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น

อาทิตย์หน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อเรื่องนโยบายการอยู่ในโลกโซเชียลฯ ของฉันกับความสัมพันธ์ในครอบครัวต่อว่า แบบไหน ที่ฉันคิดว่า เออ…มันดีต่อใจ

ปล. อีกรอบ ไม่ได้บอกว่ามันจะเหมาะสำหรับทุกคนนะ



Advertising