ชีวิตและการงาน

การแยกขยะคือแนวทางการจัดการขยะที่ถูกต้องจริงหรือเปล่า

Published 29 ม.ค. 2019

By พนิต ภู่จินดา

waste-management-smart-living-Rabbit-Today-banner

วิถีชีวิตแบบเมืองมีประชากรเมืองมาอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นสูงในพื้นที่เมือง เมื่อมีคนเยอะและกิจกรรมทางเศรษฐกิจแยะ ก็ไม่สามารถอยู่ตามธรรมชาติได้ ต้องมีสาธารณูปโภคสาธารณูปการมาช่วยให้มีองค์ประกอบในการดำรงชีวิตอย่างเพียงพอและได้มาตรฐาน บริการสาธารณะเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น ไฟฟ้า ประปา สื่อสาร โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีตำรวจ เป็นต้น

แต่ประเภทที่จัดการลำบากที่สุดคือ การจัดการขยะมูลฝอย เพราะเป็นของเหลือที่คนไม่ต้องการแล้ว มีรูปลักษณ์และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ขนส่งไกลไม่ได้เพราะมลพิษจะแพร่กระจายออกไปมาก จึงอยากรีบทิ้งไปให้พ้นตัวโดยเร็วที่สุด 

อีกทั้งยังเป็นของที่ไม่มีมูลค่าจึงไม่ค่อยมีคนยอมเสียเงินเสียเวลาในการจัดระบบระเบียบการทิ้งนักหนา แถมพื้นที่รวบรวมและจัดการก็มีผลกระทบมากมาย ไม่มีใครอยากให้มาอยู่ใกล้บ้าน จึงต้องขนส่งไกลออกไปอีก ต้นทุนก็เพิ่ม แต่ไม่มีใครยอมจ่ายกับของไม่มีค่า

ทำให้การจัดการขยะมูลฝอยเป็นยาขมสำหรับผู้บริหารเมืองทั้งหลาย ประชาชนก็พยายามหาวิธีกำจัดแบบที่ตนเองไม่ต้องเสียเงินมากที่สุด ปัญหาก็ยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเมืองทั้งหลาย

แนวทางที่เมืองต่างๆ พยายามนำมาใช้เพื่อให้จัดการขยะมูลฝอยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ การลดปริมาณขยะ (Reduce) การนำขยะกลับมาใช้ใหม่โดยตรง (Reuse) และการแปรรูปขยะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Recycle) แต่จะทำทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ได้ก็ต้องมีการแยกขยะมูลฝอยที่ต้นทางก่อน เพื่อให้มีการจัดแบ่งประเภทโดยผู้ก่อขยะ ไม่ต้องมาคุ้ยแยกกันหลังจากรวมกันมาแล้วซึ่งยุ่งยากและมีประสิทธิภาพน้อยกว่า 

เมืองต่างๆ จึงออกมาตรการส่งเสริมและบังคับให้ประชาชนแยกประเภทขยะ แต่ก็มีปัญหาตามมาอีก เพราะการรับรู้และวิจารณญาณของประชาชนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ของอย่างเดียวกันคนนึงก็ว่ามันเข้าประเภทหนึ่ง อีกคนก็ว่าไม่ใช่มันควรอยู่อีกประเภทหนึ่ง คนเก็บขยะต้องสุ่มตรวจถุงขยะที่แต่ละบ้านแยกประเภทมาแล้ว ว่าตรงกับประเภทนั้นๆ ไหม ถ้าไม่ ก็ต้องตามจับและปรับกันอีก 

แม้แต่ประเทศเยอรมนีที่มีการแยกขยะมานานแล้ว ก็ยังมีปัญหาโลกแตกนี้อยู่ เช่น ขวดแยมผลไม้ ขวดเป็นแก้ว ฝาเป็นโลหะ วิจารณญาณของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก ถังขยะแก้วของเยอรมนีจึงมีทั้งขวดแยมอย่างเดียว และขวดแยมที่มีฝาโลหะปนกันอยู่ในถังขยะ ทำให้การจัดการขยะโดยผู้ก่อขยะจากบ้านเรือนไม่มีประสิทธิภาพสูงอย่างที่ฝันกันไว้

อย่างไรก็ตาม มีนักคิดหลายคนได้เสนอแนวทางใหม่ว่า การแยกขยะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมหรอก เพราะประชาชนแต่ละคนมีวิจารณญาณต่างกัน ขยะที่คิดว่าแยกมาแล้วสามารถส่งเข้ากระบวนการ Reuse หรือ Recycle ได้เลย ก็เข้าไม่ได้ ต้องมาแยกกันใหม่ให้ตรงกับประเภทที่เครื่องจักรจัดการขยะรับได้อยู่ดี 

แต่การจัดการขยะที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องให้ประชาชนแยกขยะ แต่ไปควบคุมประเภทขยะตั้งแต่ต้นทางของการออกแบบบรรจุภัณฑ์เลยดีกว่า แยกแค่ขยะจากห้องครัวกับขยะจากห้องอื่นๆ เป็น 2 ถุงแค่นั้น โดยให้บรรจุภัณฑ์ของอาหารและเครื่องปรุงต่างๆ ที่ต้องใช้ในห้องครัว ต้องทำจากวัสดุประเภทเดียวกันให้หมด และขยะในห้องอื่นๆ ก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง 

การแยกประเภทบรรจุภัณฑ์แค่ 2 ประเภทตามสถานที่ผลิตขยะ ทำให้ประชาชนไม่ต้องคิดว่าของที่ฉันจะทิ้งคือขยะประเภทไหน ถ้าขยะเกิดในครัวก็ทิ้งลงถังในครัว ส่วนขยะที่เกิดในห้องอื่นก็ทิ้งอีกถัง ไม่ต้องแยกหลายประเภทให้วุ่นวาย ไม่ต้องมีถังขยะต่างประเภทเรียงกันเป็นพืด ไม่ต้องเดินถือขยะไปหาที่ทิ้งไกลๆ อีกด้วย 

ดังนั้น สุดยอดแห่งการจัดการขยะ คือ คนก่อขยะไม่ต้องคิดเยอะ มาจัดการวัสดุบรรจุภัณฑ์ให้เป็นหมวดหมู่ ขยะเกิดตรงไหนก็ทิ้งตรงนั้นนั่นแหละ สะดวกต่อประชาชน และมีประสิทธิภาพในการจัดการสูงสุด

ว่าแล้วก็หันกลับมาดูประเทศไทย แค่เก็บขยะด้วยวิธีปกติให้หมด ไม่ตกค้าง ยังทำไม่รอดแล้ว แถมส่งเสริมให้ประชาชนแยกขยะจากบ้านเป็นประเภทต่างๆ แต่พอเทศบาลมาเก็บก็ยังเทรวมกันเสียอย่างนั้น 

แค่ตามมาตรฐานขั้นต่ำยังทำไม่ได้ ก็คงไม่ต้องคิดไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์อะไรขนาดนั้นหรอก


AUTHOR :

พนิต ภู่จินดา
พนิต ภู่จินดา
รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมานำเสนอเรื่องใกล้ตัวของชาว Urbanista ติดตามกันได้ในคอลัมน์ชีวิตและการงาน

Advertising