ชีวิตและการงาน

ต้องรวยแค่ไหนจึงจะเป็นประเทศรัฐสวัสดิการได้

Published 2 ต.ค. 2018

By พนิต ภู่จินดา

Welfare-State-smart-living-Rabbit-Today-banner

คำว่า ‘รัฐสวัสดิการ’ หรือ Welfare State เป็นความฝันของคนไทยส่วนใหญ่ และเป็นคำสำคัญที่นักการเมืองมักจะบอกผู้ลงคะแนนเสียงว่า เลือกผมเถอะครับ ผมจะทำให้ท่านได้รับสวัสดิการที่ดีเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วที่เขาเป็น

‘รัฐสวัสดิการ’ ได้ยินคำนี้บ่อยเข้าก็สงสัยในหลักการ เลยไปหาคำจำกัดความดูจากวิกิพีเดียเขาบอกว่า รัฐสวัสดิการ คือ ‘มโนทัศน์การปกครองซึ่งรัฐมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ทางเศรษฐกิจและสังคมของพลเมือง โดยอาศัยหลักความเสมอภาคของโอกาส การกระจายความมั่งคั่งอย่างชอบธรรม และความรับผิดชอบต่อสาธารณะแก่ผู้ไม่สามารถจัดหาขั้นต่ำสำหรับชีวิตที่ดีได้’ 

สรุปความง่ายๆ ว่า รัฐจะเป็นผู้ดูแลและให้บริการองค์ประกอบพื้นฐานเพื่อการเป็นอยู่ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ดีให้กับประชาชนนั่นเอง มีถนนหนทาง สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ที่พักอาศัย และการทำงานที่ดีให้กับทุกคน สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเป็นรัฐสวัสดิการก็คือ ประชาชนไม่ต้องกอบโกยหาเงินมาซื้อบริการพื้นฐานจำเป็นให้กับตัวเอง จ่ายภาษีมาแล้วรัฐจัดหาให้ ความแตกต่างระหว่างชนชั้นก็ลดลง แถมยังเป็นบริการที่ได้มาตรฐานในราคาประหยัด เพราะมีผู้ใช้งานจำนวนมากคือทั้งประเทศ ต้นทุนต่อหัวก็ย่อมถูกลงกว่าต่างคนต่างซื้อหามาใช้กันเองแน่นอน 

หลักคิดแบบนี้ฟังดูดีมากๆ แต่ก็ให้สงสัยว่า แล้วจะให้บริการพื้นฐานได้ดีขนาดนั้นต้องใช้เงินเท่าไรกันนะ แล้วประเทศไทยที่คนบ่นกันนักหนาว่ารัฐบริการประชาชนได้ไม่ดีเลย จะทำแบบประเทศอื่นที่เขาทำได้ดีได้ไหม

การสร้างรัฐสวัสดิการต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย แหล่งเงินของรัฐก็คือภาษีอากรประเภทต่างๆ นั่นแหละ ที่จะนำมาสร้างถนน โรงเรียน โรงพยาบาล บ้านพักที่รัฐจัดหาให้ประชาชน ฯลฯ ลองดูประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการทั้งหลาย ว่าเขามีเงินภาษีเป็นสัดส่วนเท่าไรของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) หรือเงินที่เกิดขึ้นในประเทศทั้งหมดกันดี 

ประเทศที่มีสัดส่วนภาษีอากรต่อ GDP มากที่สุดในโลก 3 อันดับแรกล้วนแต่เป็นประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า บริการของรัฐดีมากๆ ประชาชนได้รับบริการจากรัฐอย่างดีเยี่ยม มีที่อยู่อาศัยและการงานที่ได้มาตรฐาน ได้แก่ นอร์เวย์ (54.8%) ฟินแลนด์ (54.2%) และเดนมาร์ก (50.8%) 

ส่วนประเทศอื่นๆ ที่คนไทยคุ้นหูกันก็มีสัดส่วนภาษีอากรต่อ GDP ไม่น้อย เช่น ฝรั่งเศส 47.9% เยอรมนี 44.5% อังกฤษ 34.4% หันมาดูทวีปเอเชียกันบ้าง ประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วนภาษีอากรต่อ GDP ที่ 35.9% และเกาหลีใต้ 33.6% สรุปความได้ว่า ประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการล้วนแต่มีการเก็บภาษีอากรอยู่ในอัตราสูง มีสัดส่วนภาษีอากรระหว่าง 1 ใน 3 จนถึงครึ่งหนึ่งของ GDP ของประเทศ จึงมีเงินพอที่จะมาจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการแก่ประชาชนฟรี หรือในราคาค่าบริการที่ต่ำได้

ลองหาของประเทศไทยดูบ้างว่า ที่เราฝันอยากเป็นรัฐสวัสดิการกันนักหนา เรามีเงินพอจะทำแบบเดียวกับประเทศที่เราอยากเป็นอย่างเขาไหม แล้วก็พบว่าประเทศไทยมีเงินภาษีอากรอยู่เพียง 17.0% ของ GDP เท่านั้น น้อยกว่าประเทศเกาหลีใต้ (33.6%) ประเทศเอเชียซึ่งมีสัดส่วนภาษีอากรต่ำสุดในบรรดารัฐสวัสดิการทั้งหลายอยู่ถึง 2 เท่า เห็นตัวเลขนี้ก็ต้องยอมปลงว่า บริการของรัฐบาลไทยที่ให้กับพวกเราอาจจะดีที่สุดแล้วสำหรับจำนวนเงินขนาดนี้ จะทำอะไรแต่ละทีจึงต้องขอเงินบริจาคกันร่ำไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเกิดภัยพิบัติต่างๆ หรือจะหาเงินซื้ออุปกรณ์การแพทย์ไปใช้ในโรงพยาบาลก็เดือดร้อนพี่ตูน ต้องวิ่งจากใต้ยันเหนือ เพื่อหาเงินมาจัดหาสวัสดิการพื้นฐานให้กับประชาชน ก็เพราะรัฐบาลมีเงินภาษีอากรไม่เพียงพอที่จะสร้างบริการที่ได้มาตรฐานนั่นเอง

แล้วจะทำอย่างไรถ้าเราได้ฉันทามติว่า การเป็นรัฐสวัสดิการดีกับปวงชนชาวไทย มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี สถานรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานและทั่วถึง โรงเรียนที่นักเรียนทุกคนเรียนฟรีโดยไม่มีหมกเม็ดค่าธรรมเนียมพิเศษอีกร้อยแปดพันประการ บ้านพักอาศัยที่ได้มาตรฐานสอดคล้องกับระดับรายได้ และอยู่ในพื้นที่ที่เชื่อมกับแหล่งงานได้อย่างสะดวกโดยการเคหะแห่งชาติ ทุกคนคงอยากได้หมดแหละ

ก็คงต้องบอกแบบกำปั้นทุบดินกันตรงๆ ว่า ถ้าจะได้แบบที่ฝัน รัฐต้องมีรายได้จากภาษีอากรเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แปลว่าใครที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่เท่าไร ก็ต้องเสียคูณ 2 ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT ก็ต้องเพิ่มจาก 7% เป็น 14% อากร ค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็ต้องเพิ่มเป็น 2 เท่าหมด ถึงตรงนี้ คนที่อยากได้คงถอยกรูดกันไปเกินครึ่ง แล้วบอกว่าช่างมันเถอะ อยู่อย่างนี้ก็พอแล้วละมั้ง แล้วก็หันไปก้มหน้าก้มตาหาเงินมาซื้อบริการที่ดีให้กับตัวเอง 

ชักกะไดหนีคนที่ด้อยโอกาสกันต่อไป



Advertising