กินดื่ม

กินฝรั่งอย่างไทย (ตอนที่ 1)

Published 20 ก.ค. 2018

By อนันต์โรจน์ ทังสุพานิช

international-food-Thai-style-1-tasty-Rabbit-Today-banner

คนไทยยุคใหม่มาเริ่มรู้จักอาหารฝรั่งกันอย่างจริงจัง ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  จากเดิมที่รู้จักอาหารประเภท ‘ซีเต๊ก-ซีตู’ ที่ปรุงด้วยกุ๊กชาวจีน กับอาหารจานเด็ด เช่น สตูลิ้นวัว สลัดเนื้อสัน ซี่โครงหมูอบ ไก่อบ มีน้ำซ้อสเหนียวๆ ข้นๆ สีแดงๆ ราด แต่งด้วยถั่วลันเตากระป๋อง กินกับมันฝรั่งทอด และใช้มีดกับส้อมเวลารับประทาน แค่นี้ก็ทึกทักว่าเป็นอาหารฝรั่งกันได้แล้ว 

ร้านอาหารประเภทนี้ที่ยังคงอยู่ รู้สึกจะเหลืออยู่ 2-3 ร้านเท่านั้น คือร้าน 'มิ่งหลี' ข้างมหาวิทยาลัยศิลปากร กับร้าน 'สีลมภัตตาคาร’ ซึ่งถือว่าอยู่ในย่านฝรั่ง ที่ปัจจุบันย้ายจากสีลมไปอยู่บนถนนบรมราชชนี ตลิ่งชัน และที่น่าเสียดายที่เพิ่งปิดตัวเองไปเมื่อไม่นานมานี้คือ 'ฟูมุ่ยกี่’ สุริวงศ์

แต่นั่นก็คืออาหารฝรั่งแปลง เพราะเมื่อมีผู้ได้ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ เมื่อสงครามโลกสงบลง จากการไปศึกษาเล่าเรียน ได้ใช้ชีวิตเป็นเวลาหนึ่ง และเมื่อกลับมา ก็ได้นำเอาอาหารแบบต้นตำรับกลับมาด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษ ได้นำเอาวิธีการปรุงอาหารแบบบ้านๆ หรือที่เราเรียกว่า ‘Home Made’ อันเป็นอาหารที่ทำได้ไม่ยาก และกรรมวิธีไม่สลับซับซ้อนมาทำสู่กันกิน โดยปรุงจากวัตถุดิบที่พอหาได้ เท่าที่มีในตอนนั้น จำแนกแจกจ่ายให้ญาติมิตรเช่น ‘พาย’ และขนมอบต่างๆ

ในยุคสงครามเวียดนาม มีโรงแรมสมัยใหม่เปิดดำเนินการตามย่านธุรกิจ บริหารโดยผู้จัดการชาวต่างชาติ เป็นสถานที่โก้เก๋สำหรับชาวต่างชาติและชาวกรุง ที่จะไปพบปะนัดหมายเจรจาธุรกิจ จึงต้องมีห้องอาหารฝรั่งรองรับ ลูกค้า และอาหารที่เป็นที่รู้จักมักเป็นอาหารจากตะวันตก โดยเฉพาะอาหารแนวอังกฤษ และอาหารยุโรป ที่เสิร์ฟทั้งอาหารชุดและเมนูตามแบบภัตตาคารสากล และมีห้องอาหารสำหรับอาหารประเภทจานเดียวที่เรียกกันว่า ‘Coffee Shop

กินฝรั่งอย่างไทย (ตอนที่ 1),กินดื่มเที่ยว,Rabbit Today

อาหารอังกฤษเป็นอาหารที่ชาวกรุงในยุคนั้นคุ้นเคยมากกว่าอาหารของชาติอื่น ห้องอาหารฝรั่งในรุ่นนั้น จึงมีลักษณะเป็นห้องอาหารแบบอังกฤษ คือโก้ เรียบ และหรูหรา อาหารอังกฤษที่เป็นที่รู้จักดีอย่าง Steak and Kidney Pie และ Roast Beef and Yorkshire Pudding จึงเป็นอาหารที่ปรุงจากเนื้อวัว แบบฝรั่งตะวันตก ที่สามารถดึงดูดให้ลูกค้ามาอุดหนุนกันได้ตลอดเวลา 

ด้วยอาหารสเต็กแบบฝรั่ง คือการเสิร์ฟเนื้อวัวย่างสุกพอประมาณเป็นชิ้นโตๆ แลดูน่ากินกว่าเนื้อย่างหั่น เป็นชิ้นเล็กๆ แบบไทย นอกเหนือไปจากการเสิร์ฟอาหารเป็นชุด ตามวิธีการกินแบบตะวันตก เป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมในยุคนั้น 

ห้องอาหารที่มีชื่อเสียงตามโรงแรมมากที่สุดในยุคนั้นมีเพียงไม่กี่แห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดสำหรับอาหารอังกฤษก็คือห้องอาหาร Fireplace Grill ที่โรงแรม President บนถนนเพลินจิต ที่มีชื่อเสียงที่สุดสำหรับอาหารจานเด็ด นั่นก็คือ Roast Beef ที่อบกำลังดี ข้างนอกสุกเกรียมตามขอบ หอม หั่นขวางเป็นชิ้นหนากำลังดี วางเสิร์ฟมาพร้อมกับ Yorkshire Pudding มันฝรั่งบดร้อนๆ ราดด้วยน้ำเกรวี่ สีน้ำตาลอ่อน รสชาติเข้มข้น เป็นอาหารจานหลักที่ใครๆ ก็ชื่นชอบ 

โดยก่อนหน้านั้น ผู้จัดการห้องอาหารมักแนะนำให้ลูกค้าได้ชิมอาหารจานแรก คือตับบดแบบฝรั่งเศสที่เรียกว่า Pate de Maison ตับบดอัดใส่พิมพ์ตัดเป็นชิ้นบางๆ รับประทานคู่กับผักดองเป็นอาหารจานเรียกน้ำย่อยจานแรก  และเป็นยุคแรกๆ อีกเช่นกันที่มีการสั่งไวน์จากยุโรป โดยเฉพาะไวน์แดงจากฝรั่งเศส มาดื่มคู่กับอาหารที่สั่งมา  

และเป็นประสบการณ์สำหรับผู้ที่มารับประทานอาหารฝรั่ง ที่จะได้ความรู้เพิ่มอีกว่า ชนทางตะวันตกนั้นสามารถเลือกความสุกขนาดต่างๆ ของเนื้ออบได้ ว่าจะเลือกขนาดสุกๆ ดิบๆ ชนิดเนื้อยังชุ่มฉ่ำภายในแบบน้ำตก สุกปานกลางที่ภายในยังเป็นสีชมพู หรือสุกสนิทแบบไร้กลิ่นสาป

กินฝรั่งอย่างไทย (ตอนที่ 1),กินดื่มเที่ยว,Rabbit Today

ส่วนของหวานหรือขนมหลังอาหาร มักเป็นเค้กที่ชุ่มฉ่ำด้วยครีมและเนย รสชาติหวานมัน กลิ่นหอม หรือขนมอบกับผลไม้จากต่างประเทศที่มีรสชาติกลมกล่อม เป็นที่ถูกใจผู้ที่มารับประทานที่นี่ จนชื่อเสียงของห้องอาหาร Fireplace Grill เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน จนปัจจุบัน 

โดยยังคงสัญญลักษณ์ของเตาผิงของฝรั่ง หรือ Fireplace ที่ใช้ตกแต่งอยู่ภายในห้องอาหาร มาตั้งแต่วันแรกจนบัดนี้ คงมีเพียงชื่อของโรงแรมที่เปลี่ยนจาก The President Hotel เป็น Intercontinental Hotel Bangkok 

และยังคงความเป็น Steakhouse ที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเทพฯ มาโดยตลอด



Advertising