กินดื่ม

กินฝรั่งอย่างไทย (ตอนที่ 3)

Published 11 ต.ค. 2018

By อนันต์โรจน์ ทังสุพานิช

international-food-Thai-style-3-tasty-Rabbit-Today-banner

อาหารตะวันตกอีกชาติหนึ่งที่มาเป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยยุคใหม่คือ อาหารอิตาเลียน

อาหารตระกูลพาสต้า ที่เริ่มเป็นที่รู้จักชนิดแรก ก็คือ มะกะโรนีนั่นเอง หากแต่มะกะโรนีจานแรกที่เริ่มเป็นที่รู้จัก หาใช่มะกะโรนีที่ปรุงด้วยพ่อครัวอิตาเลียนไม่ แต่เป็นฝีมือของพ่อครัวชาวจีน ตามร้านอาหารประเภท ‘กุ๊กช็อป' ใช้มะกะโรนีที่เป็นแป้งทรงท่อกลวงยาวเหมือนหลอดกาแฟต้มในน้ำร้อนจนสุก แล้วนำมาผัดกับเนย ใส่ซอสมะเขือเทศ ใส่ผลมะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ ผ่าเป็นชิ้นหนา แล้วโรยหน้าด้วยอกไก่ต้มสุกฉีกเป็นเส้น และเนยแข็งขูด 

รสชาติมันๆ เค็มเล็กน้อย อมเปรี้ยวหวาน จากวัตถุดิบที่นำมาประกอบ เป็นอาหารที่หลายบ้านทำเป็นอาหารจานหรู ผัดให้ลูกหลานวัยเด็กได้รับประทานร่วมกันในงานสำคัญๆ เช่น งานวันเกิด หรือเทศกาลฝรั่ง เช่น วันคริสต์มาส หรือในวันรวมญาติที่มีลูกหลานมากมาย 

ด้วยเป็นอาหารที่หากมีเครื่องปรุงครบแล้ว ทำได้ง่าย และที่สำคัญคือเด็กๆ ชอบทุกคน ไม่มีใครปฏิเสธ แต่หากจะไปหารับประทานตามร้านอาหารแล้ว มักจะพบได้ในรายการอาหารของร้านอาหารฝรั่งที่มีกุ๊กชาวจีนเป็นผู้ปรุง เช่น ร้านอาหาร Carlton บนถนนสีลม ร้านอาหาร Fork&Spoon เป็นต้น

อาหารประเภทพิซซ่า ก็เป็นอาหารอิตาเลียนอีกประเภท ที่เริ่มเป็นที่รู้จัก จากร้าน  Pizzeria เล็กๆ บนถนนเกษร ในชื่อ Mario’s Pizza ที่ทำอาหารชนิดนี้ให้บริการ เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ทั้งในหมู่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และชาวกรุงที่รู้จักอาหารประเภทนี้ แต่ก็คงมีอาหารอิตาเลียนที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ด้วยปัญหาของวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 

จนเริ่มมีพ่อครัวชาวอิตาเลียน ที่อยากเริ่มขายร้านอาหารประเภท Italian Ristorante เป็นร้านแรก โดยทำเป็นร้านอาหารในบ้าน ในซอยสุขุมวิท 18 ซื่อ Italian Pavillion ที่มีบริการอาหารอิตาเลียนครบครัน จากของกินเรียกน้ำย่อย พาสต้า อาหารหลัก จนถึงของหวาน 

ตั้งแต่จานแรกเป็นพวกสลัด ไส้กรอก และแฮมแห้ง ประเภท Salami และ Prosciutto ผัดมะเขือม่วงกับเห็ด ด้วยน้ำมันมะกอกและพริกหวาน ล้วนเป็นของใหม่สำหรับนักกินชาวกรุง Minestrone ซุปผักรวมใสๆ รสออกเปรี้ยวนิดๆ และหอมหวาน ด้วยผักสดท้องถิ่น ที่นำมาปรุงตามแบบอิตาเลียน 

ส่วนเครื่องปรุงอาหารประเภทไส้กรอกแห้ง แฮมแห้ง เนยแข็ง พาร์เมซาน และเครื่องปรุงหายาก อย่าง น้ำมันมะกอก ปลา Anchovie ดองเค็มในน้ำมันนั้น ต้องนำเข้าจากอิตาลีเท่านั้น 

ส่วนอาหารจานหลักก็คงต้องพลิกแพลงปรุงจากวัตถุดิบที่หาได้ในเมืองไทย อันได้แก่ เนื้อ กุ้ง หอย ปลา หมู ไก่ และเนื้อวัว ที่พอทดแทนกันได้

แต่อาจเป็นเพราะร้านอาหารร้านนี้ ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในซอยเล็กๆ จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก เมื่อเปิดได้ไม่นานก็ต้องปิดตัวเองลง แต่ไม่ช้านานก็มีร้านอาหารอิตาเลียนร้านใหม่บนถนนสุขุมวิท ใกล้ปั๊มน้ำมันเชลล์ ในชื่อ Pan Pan และเริ่มเป็นที่รู้จักเพราะเป็นร้านที่สังเกตเห็นได้ง่าย ลูกค้าไปมาสะดวก และพ่อครัวเป็นชาวอิตาเลียน ที่มีพรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นพนักงานบริการของสายการบิน Alitalia ทำให้สามารถนำวัตถุดิบใหม่ๆ สดๆ มาบริการลูกค้าได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ คุณภาพของอาหารจึงใกล้เคียงกับอาหารดั้งเดิม 

ร้าน Pan Pan จึงมีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงมีร้านอิตาเลียนอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ร้าน Paesano, Gianni และร้านอาหารอิตาเลียนในโรงแรมชั้นนำ ประกอบกับพ่อครัว และนักธุรกิจชาวอิตาเลียนจำนวนไม่น้อยที่มาลงทุนในเมืองไทย โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร จึงทำให้ร้านอาหารอิตาเลียนมีมากเป็นอันดับ 2 รองลงมาจากอาหารญี่ปุ่น 

ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองที่มีนักท่องเที่ยวนิยมมาตากอากาศ เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ และเมืองชายทะเลต่างๆ ในปัจจุบัน



Advertising