กินดื่ม

ก๊ะเจีย กินบุญแบบคนมอญ

Published 10 เม.ย. 2019

By สิทธิโชค ศรีโช

Song-Kao-Seng-tasty-Rabbit-Today-banner

ดอกคูนสีเหลืองที่ขอนแก่นบานสะพรั่งเต็มเมือง บ่งบอกว่าฤดูร้อนที่แท้จริงมาถึง ทว่าในอีกห้วงคำนึงของฉัน ดอกคูน หรือปะกาวซังกรานต์ คือ ดอกไม้ที่ใช้ตกแต่งบ้านนางสงกรานต์ ในบุญส่งข้าวแช่ของชาวมอญบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ที่เคยเยือน

ผู้ศึกษาด้านอาหารคงรู้กันดีว่า ข้าวแช่นั้นมีต้นตำรับมาจากชนชาติ ‘มอญ’ ครั้งหนึ่งฉันเคยไปเรียนการทำเครื่องข้าวแช่มอญ กับชาวมอญบ้านโป่ง จ.ราชบุรี จึงได้รู้ว่า สำหรับคนมอญแล้ว ข้าวแช่ไม่ได้เป็นแค่อาหารคลายร้อนอย่างที่หลายคนคิด แต่ข้าวแช่ หรือที่ภาษามอญเรียกว่า ‘เปิงด้าจ์ก’ มันคือ ‘อาหารแห่งบุญ’ ที่ส่งถึงผีบรรพบุรุษ เทวดา และพระสงฆ์ และเป็นอาหารที่หลอมรวมความสามัคคีของคนในครอบครัวและชาติพันธุ์มอญ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของชาวมอญเอาไว้

การไปเยือนถิ่นมอญราชบุรีครานั้น ทำให้ฉันได้รู้จักกับพี่คมสรร จับจุ ประธานกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญนครชุมน์ ซึ่งได้เล่าเรื่องราวของการทำบุญส่งข้าวแช่ในอดีตของคนมอญราชบุรีให้ฉันฟังว่า

สมัยก่อนเมื่อใกล้ถึงวันสงกรานต์ ชาวมอญจะต้องจัดเตรียมบ้าน อุปกรณ์ และวัตถุดิบสำหรับทำบุญส่งข้าวแช่กัน โดยแบ่งหน้าที่เป็นของผู้ชายและผู้หญิง รวมถึงหน้าที่ของเด็กๆ โดยผู้ชายจะเริ่มจากนำหม้อทนน ทำจากดินเผา มาล้างให้สะอาด ก่อนนำไปสุมควันแกลบใหม่เอาไว้ 1 คืน เพื่อให้หม้อดินมีกลิ่นหอมควันแกลบ เตรียมทำน้ำลอยดอกไม้ (เขาไม่ได้อบควันเทียนเหมือนข้าวแช่คนไทย)

จากนั้นก็จะไปตัดไม้ไผ่มาสร้างบ้านนางสงกรานต์ไว้ที่ลานกลางบ้าน เพราะตามความเชื่อว่า ทุกปีนางสงกรานต์ซึ่งเป็นลูกสาวของท้าวกบิลพรหม จะต้องเวียนนำพานมารองเศียรของบิดา ซึ่งถูกตัดหลังแพ้พนันกับธรรมบาลกุมาร (ตามเรื่องเล่าความเป็นมาของข้าวแช่) เพื่อไม่ให้เลือดจากเศียรของเท้ากบิลพรหมตกลงพื้นโลก เพราะจะทำให้เกิดไฟประลัยกัลป์ ชาวมอญนครชุมน์จึงต้องเตรียมบ้านไว้ต้อนรับเพื่อถวายข้าวแช่ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือดอกไม้ประดับเรียกว่า ‘ปะกาวซังกรานต์’ ซึ่งก็คือ ‘ดอกคูน’ นั่นเอง

ส่วนผู้หญิงก็จะปัดกวาดทำความสะอาดบ้าน ไปหาบน้ำจากแม่น้ำมาต้ม พักให้เย็น แล้วใส่ลงในหม้อดินที่รมควันแกลบแล้วลอยดอกมะลิให้หอม จากนั้นก็นำข้าวเปลือกมาตำแล้วคัดเอาแต่เมล็ดข้าวสวยๆ มาต้มในน้ำเดือด คนไปเรื่อยๆ จนเม็ดข้าวแตก ก็เทข้าวใส่กระบุง แล้วนำข้าวไปขัดล้างที่แม่น้ำแม่กลอง เพราะสมัยก่อนแม่น้ำสะอาด ทั้งชาวมอญเขตนี้ยังเชื่อกันอีกว่าข้าวที่ขัดผ่านน้ำแม่น้ำแม่กลองจะไม่บูดเสียง่าย และไปหาบน้ำจากแม่น้ำมาใช้ทำน้ำลอยดอกไม้และขัดข้าวแช่  การทำข้าวแช่และเครื่องข้าวแช่ต่างๆ เด็กๆ ในครอบครัวจะต้องมาช่วยกัน เป็นการส่งต่อภูมิปัญญาและสร้างความสามัคคี

สำรับข้าวแช่มอญบ้านโป่งนั้นมีทั้งความเหมือนและต่างกันกับข้าวแช่ชาววัง และข้าวแช่เพชรบุรี โดยประกอบไปด้วย

หัวไชโป๊ผัดหวาน (ดับราย) ทำจากหัวไชโป๊หวานซอยเป็นเส้นผัดกับน้ำตาลและกะทิ ยำมะม่วง (อะว๊อตเกริ๊ก) ยำขนุน (อะว๊อตอะเน้าะ) เนื้อวัวผัดกะทิและน้ำตาล (ชุนเจีย) บางทีก็มีผัดหมี่เพิ่มเข้ามาด้วย และสุดท้ายคือ ปลาช่อนแดดเดียวผัดหวาน หรือที่ภาษามอญเรียก ‘ก๊ะเจีย’ นอกจากนั้นก็จะมีขนมหวานและผลไม้ตามฤดูกาล ข้าวเหนียวแดง ฝอยทอง มะพร้าวแก้ว ขนมสาลี่ กะละแม เป็นต้น

ก๊ะเจีย หรือปลาช่อนแดดเดียวผัดหวานนั้น เป็นเครื่องข้าวแช่มอญที่ต้องใช้เวลาทำมาก แต่ละบ้านจึงต้องเตรียมทำกันไว้แต่เนิ่นๆ เพราะสามารถทำเก็บไว้ได้ โดยวิธีทำเริ่มจากนำปลาช่อนสดมาล้างให้สะอาด เคล้าเกลือแล้วตากแดดให้หมาดจัด จากนั้นนำปลาช่อนแดดเดียวที่ได้ไปย่างไฟให้สุก ใช้สากบุบให้เนื้อแยกออกจากก้าง แล้วคัดก้างออกเอาแต่เนื้อ 

จากนั้นนำเนื้อปลาย่างไปโขลกรวมกับหอมแดง โดยวิธีโขลกให้โขลกน้ำหนักมือพอดี ไม่แรงมาก เพราะถ้าโขลกแรงไปเนื้อปลาจะแหลกละเอียดเกินไป เวลานำไปผัดจะไม่ฟู ส่วนหอมแดงนั้นอย่าใส่เยอะเกิน จะทำให้ส่วนผสมเหลว เมื่อนำไปผัดเนื้อก๊ะเจียที่ได้จะไม่ฟูสวย

จากนั้นใส่น้ำกะทิและน้ำตาลปี๊บลงในกระทะตั้งไฟคนให้ละลายและเดือดดี จึงใส่เนื้อปลาช่อนที่โขลกไว้ลงผัดจนงวดและฟู จึงโรยใบมะกรูดซอยลงผัดเคล้าให้หอม ปิดไฟพักให้เย็นนำไปจัดลงสำรับ ว่าไปแล้ว หน้าตาและรสชาติของเจ้าก๊ะเจียนี้ คล้ายกับ ‘ปลายี่สนผัดหวาน’ ในสำรับข้าวแช่ชาววังและข้าวแช่เมืองเพชรบุรีมาก ฉันจึงสันนิษฐานว่า อาจเป็นไปได้ว่าก๊ะเจีย คือต้นทางของปลายี่สนผัดหวานในปัจจุบันก็เป็นได้

เมื่อเครื่องข้าวแช่ครบ ชาวมอญบ้านโป่งจะนำข้าวแช่ไปทำบุญ เริ่มจากไหว้ผีบ้านผีเรือน ผีบรรพบุรุษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ไหว้เทวดาหรือนางสงกรานต์ แล้วจัดเครื่องข้าวแช่ลงถ้วยฝาจีบ เลียนแบบเจ้านายไทยๆ แล้วเรียงใส่สาแหรกให้สวยงาม ก่อนคนในบ้านจะแต่งตัวสวยงามหาบข้าวแช่ไปส่งตามจุดต่างๆ ตามวัด

ทำสามวัน คือวันที่ 13-14-15 เมษายน โดยวันแรก หาบไปไหว้ 3 วัด วันที่สอง 5 วัด และวันที่สาม 8 วัด ด้วยเชื่อว่า ไปมาก ก็ได้บุญมาก ถัดจากนั้นก็จะนำไปฝากเพื่อนฝูง ฝากญาติพี่น้อง และรวมสมาชิกครอบครัวกินข้าวแช่กัน เป็นอันเสร็จสิ้นบุญส่งข้าวแช่แบบชาวมอญบ้านโป่ง

วัฒนธรรมประเพณีอันดี ช่วยหลอมรวมใจผู้คนให้สามัคคีและรู้จักรากเหง้าที่แท้จริงของตน สำหรับชาวมอญที่ไม่มีแผ่นดินเป็นของตัวเองแล้วในวันนี้ แต่การสะท้อนออกทางวัฒนธรรมประเพณี อาหารการกิน และการดำรงชีวิตตามแบบอย่างที่บรรพบุรุษสร้างไว้ เช่น ประเพณีบุญส่งข้าวแช่ หรือแม้แต่ก๊ะเจีย ก็ทำให้พวกเขาได้ระลึกถึงความเป็นชาติของพวกเขาอยู่เสมอ

ฉันยังจำคำของพี่คมสรรติดใจมาถึงทุกวันนี้ ที่พี่เขากล่าวกับฉันว่า “ความเป็นมอญไม่ใช่แผ่นดิน แต่มอญที่แท้จริงคือผู้คน” ฟังแล้วช่างสะเทือนใจและประทับใจเคล้ากันอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว 



Advertising