เทคโนโลยี

อนาคตอันไกลโพ้นของรถไร้คนขับ (Autonomous Car)

Published 19 พ.ย. 2018

By ยุทธพงษ์ ภาษี

Autonomous-Car-tech-toys-Rabbit-Today-banner

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประชุม ITS World Congress ครั้งที่ 25@ ที่เมืองโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก คุณนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ได้เข้าไปประชุม และก็แชร์ความรู้มาให้ผม เกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวแต่ยังคงเป็นอนาคตที่ไกลโพ้น นั่นคือ รถยนต์ไร้คนขับ 

แนวทางเรื่องรถไร้คนขับเริ่มต้นมานานแล้วในอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้วยความต้องการในด้านความปลอดภัย การประหยัดเวลาและพลังงาน คุณนินนาทเล่าว่า ที่ประชุมโคเปนเฮเกน ได้แสดงทิศทางของประเทศในสหภาพยุโรป (EU) ถึงแผนการพัฒนาระบบอัจฉริยะ ที่มีปลายทางของรถไร้คนขับ เป็นการพัฒนาตามแผนระยะต่างๆ ด้วยกัน 4 ขั้นตอน

คือการพัฒนาฟังก์ชั่นของรถให้มีการเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ (Connected Car) เป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่าง คน รถ สถานที่น่าสนใจต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ค่ายโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ ‘หัวเว่ย’ จากจีน ประกาศจับมือกับอาวดี้ ในความร่วมมือด้านยานพาหนะอัจฉริยะที่เชื่อมต่อ (Intelligent Connected Vehicles-ICV)

ระยะที่ 2 การสร้างความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ (Cooperative) เพื่อมุ่งสู่ระยะที่ 3 ได้แก่ ออโตเมท คาร์ (Automated Car) หรือการเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนภายในปี 2030 จากนั้นค่อยก้าวเข้าสู่รถไร้คนขับ (Autonomous Car) 

ที่งาน ITS World Congress มีการนำรถยนต์ไร้คนขับมาวิ่งให้ทดลองนั่ง แต่รถเหล่านี้ยังไม่สามารถวิ่งบนท้องถนนทั่วไปได้ เพราะยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากรถไร้คนขับต้องมีการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ การสื่อสารกับสัญญาณไฟจราจร คนขี่จักรยาน เพื่อให้รถรู้จักกัน รู้จักสัญญาณไฟในถนนอีกมากมาย เป็นการลงทุนที่สูงมาก

อนาคตอันไกลโพ้นของรถไร้คนขับ (Autonomous Car),เทคโนโลยี,Rabbit Today

ความเป็นไปได้ของรถไร้คนขับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่ดูเหมือนยังทำให้อนาคตอันใกล้ของรถไร้คนขับ ระดับที่ 5 (Level 5) นั้น เป็นไปไม่ได้ในเร็ววัน เช่น

  1. ทิศทางปัจจุบันของบริษัทรถยนต์ยังมุ่งเน้นพัฒนา ‘แบตเตอรี่’ เพื่อให้มีราคาถูก และประจุไฟได้มากอย่างรวดเร็ว แบตเตอรี่นี้ใช้ในรถปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถเซลล์เชื้อเพลิง PHEV, BEV & FCEV ซึ่งหมายความว่ารถไร้คนขับยังไม่ได้รับความสนใจ ค่ายรถมองว่าการลงทุนทางด้านรถยนต์ไฟฟ้านี้น่าจะมีประโยชน์มากกว่า ในผู้ผลิตรถมองว่า ผู้บริโภคหรือมนุษย์ยังคงต้องการขับรถด้วยตนเอง เพื่อความสนุก ตื่นเต้น (Fun to Drive) และรักษาระบบสมองสั่งการของตนเองไว้ 
  2. รถไร้คนขับยังมีประโยชน์น้อย ไม่ค่อยคุ้มการลงทุน ระบบนี้เหมาะสำหรับใช้รถในพื้นที่จำกัด เช่น รถเวียน (Shutter Bus) ในพื้นที่ปิด 
  3. อุปกรณ์สำคัญคือชิ้นส่วนที่นำมาประกอบให้รถสามารถขับเองได้คือไลดาร์ (Lidar) มีลักษณะตัวส่งสัญญาณ ทำหน้าที่หมุนรอบตัวเพื่อค้นหาสิ่งกีดขวางยังคงมีราคาแพงมาก ตกตัวละประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งแพงกว่าตัวรถทั้งคันในปัจจุบันเสียอีก นั่นหมายความว่า ‘ราคา’ ของรถไร้คนขับจะแพงมาก
  4. สัญญาณแบบ 4G ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลยังช้า ระบบไม่สามารถส่งกลับข้อมูลมายังรถได้เร็วพอ ทำให้ช้าและอันตราย มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ต้องรอระบบ 5G ซึ่งเร็วกว่า 4G ราว 10 เท่า การสื่อสาร 5G คาดว่ามาเร็วสุดก็ในปี 2022
  5. เมื่อรถวิ่งเข้าอุโมงค์ สัญญาณจากดาวเทียมจะหายไป นี่เป็นปัญหาสำคัญ เพราะอุโมงค์บางแห่งยาวนับ 10 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม การเข้าอุโมงค์ขณะนี้มีเทคโนโลยีใหม่ด้วยด้วยการฝังก้อนแม่เหล็กนำทางบนถนน 
  6. ถ้ารถไร้คนขับจะแจ้งเกิดได้ ภาครัฐต้องลงทุนติดตั้งการสื่อสารระหว่างไฟสัญญาณที่สี่แยกกับตัวรถ นอกจากนี้ยังต้องมีการทำแผนที่อย่างละเอียด เพื่อให้รถสามารถวิ่งไปได้ในพื้นที่ต่างๆ ตอนนี้มีการทดสอบรถที่ภายใต้ข้อจำกัด ประมาณ 25 กม./ ชม.

ที่ผมเขียนมานี่ แสดงว่ารถไร้คนขับที่สมบูรณ์ยังมีโอกาสเกิดน้อยมาก ส่วนที่เป็นกระแสของกูเกิ้ลหรือของเทสล่า นั้นถือว่าอยู่ใน Level 3 ยังไม่ใช่ยุค Autonomous Car ที่เป็น Level 5 ที่แท้จริง เพราะว่าบางฟังก์ชั่นก็ยังต้องใช้มนุษย์ควบคุมอยู่ครับ



Advertising