เทคโนโลยี

Best hatchbacks 2019

Published 29 ม.ค. 2019

By ธนา เศรษฐพานิช

Best-hatchbacks-2019-tech-toys-Rabbit-Today-banner

หนึ่งในรถสไตล์รถครอบครัวสำหรับคนที่ชอบความเป็นสปอร์ต ไม่ชอบรถยกสูง แต่ก็ชื่นชอบประโยชน์ใช้สอย ก็คือรถยนต์สไตล์แฮตช์แบ็ก ซึ่งแฮตช์แบ็กวันนี้ได้มีการพัฒนาไปมากด้วยรูปทรงดุจคูเป้ ห้องโดยสารกว้าง มีห้าประตูและมีช่องเก็บของใหญ่เปิดเชื่อมกับห้องโดยสารได้ บางรุ่นคบหากับเครื่องดีเซลหรือเบนซินขนาดเล็กพ่วงเทอร์โบชาร์จเจอร์ ให้รสชาติที่หรูหราผสานกับความสนุกในการขับขี่ และด้านล่างนี้คือแฮตช์แบ็ก ที่แรบบิทเราเลือกมาว่าคุ้มราคาน่าลองขับ

Best hatchbacks 2019,เทคโนโลยี,Rabbit Today

All-new Ford Focus 2019

ฟอร์ด โฟกัสเดิมว่าสวยอยู่แล้ว โฟกัสใหม่ของฟอร์ดยิ่งสวยขึ้นไปอีก ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นภายในมีพื้นที่มากมายในขณะที่ภายนอกได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างสมบูรณ์ โฟกัสเจเนอเรชั่นที่ 4 นี้มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน EcoBoost และดีเซล EcoBlue ให้เลือกใช้ มาพร้อมกับระบบกันสะเทือน เกียร์ 8 สปีด และแชสซีแข็งแกร่งทนต่อการบิดตัว ติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับขี่ Ford Co-Pilot360™ ที่ระบบควบคุมความเร็วแบบอะแดปทีฟ (Adaptive Cruise Control) ที่เพิ่มระบบหยุดรถและออกตัวตามรถคันหน้า, ปรับความเร็วตามป้ายจราจรอัตโนมัติ ระบบช่วยหักหลบวัตถุ ระบบช่วยจอด และระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางขณะรถเคลื่อนตัวไปตามสภาพการจราจร ระบบ Sync สั่งงานด้วยเสียงของฟอร์ดที่ใช้กับ CarPlay และ Android  ได้หน้าจอสัมผัสขนาดแปดนิ้ว และเครื่องเสียง 675 วัตต์จาก B&O Play 

Best hatchbacks 2019,เทคโนโลยี,Rabbit Today

Mazda 3 2019

จากรถยนต์ต้นแบบของมาสด้า RX-Vision ที่ใช้คอนเซ็ปต์ Kodo Design ที่พัฒนามาเป็น  Mazda 3 ใหม่ ในธีม "less is more" ที่ออกแบบให้เหลี่ยมมุมต่างๆ ลดลง จนดูราวกับไหลไปตามสายลม ทั้งกระจังหน้าแบบใหม่ที่เจาะเว้าเข้าไปลึก ไฟหน้าที่เรียบเล็กยาว มี LED เส้นกริดลำแสงสีขาว วัสดุภายในต่างๆ มาสด้าออกแบบมาเพื่อแสดงความรุ่มรวยรสนิยม ด้วยเบาะนั่งหนังแท้ ระบบ Human-Machine Interface (HMI) ใหม่ ใช้จอแสดงผลส่วนกลางขนาด 8.8 นิ้ว ระบบเสียง Bose®sound 12 ลำโพง ใช้การจัดวางแบบ 3 ทางวางลำโพงเบสไว้ที่มุมของตัวรถ รวมทั้งระบบ Skyactiv-Vehicle Architecture การลดเสียงรบกวนด้วยการใช้ "ผนังสองด้าน" ที่เว้นช่องว่างระหว่างตัวถังและพื้นรถทำให้รถคันนี้เงียบกว่ารถในรุ่นเดียวกัน ระบบ i-Activsense ที่ใช้ทั้งกล้องอินฟราเรดและ LED อินฟราเรดเพื่อตรวจสอบสภาพของคนขับขณะขับรถ รวมทั้งเรดาร์ด้านหน้าที่เพิ่งติดตั้งใหม่เพื่อตรวจจับยานพาหนะอื่นๆ เครื่องยนต์ของมาสด้า 3 ใหม่มีทั้ง SKYACTIV-G เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.5 ลิตร แบบสี่สูบ ความจุ 1,496 ซีซี DOHC 18 วาล์ว  114 แรงม้า และ 2.0 ลิตร 156 แรงม้า หรือเครื่องยนต์ดีเซล Skyactiv-D 1.8 ลิตร  DOHC 16 วาล์ว กำลังสูงสุด 116 แรงม้า แล้วแต่ว่าคุณจะชอบแบบไหน

Best hatchbacks 2019,เทคโนโลยี,Rabbit Today

Honda Civic Hatchback 2019

ในต่างประเทศฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เริ่มอัพเกรดกันแล้ว ด้วยการปรับกันชนด้านล่างที่ช่วยให้ Civic ดูกว้างขึ้นและเสริมด้วยไฟหน้า LED  แบบใหม่ให้ลำแสงกว้างและไกลขึ้น กระจังหน้าสีดำเงาใหม่ ภายในอินเทอร์เฟซใหม่ที่มีปุ่มปรับระดับเสียงแบบแมนนวลมาให้เพื่อใช้งานง่ายขึ้น เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 158 แรงม้า หรือจะเลือกเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จเจอร์  1.5 ลิตร 4 สูบ ที่ให้กำลังสูงสุด 174 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบแปรผันต่อเนื่อง (CVT) Civic Hatchback ออกแบบ legroom และ headroom สำหรับผู้โดยสารที่นั่งด้านหลังได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยเบาะหลังพับแบบแยกส่วน 60/40 ติดตั้งระบบ Honda Sensing มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ที่มี Adaptive Cruise Control (ACC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วในการขับขี่ให้สอดคล้องกับสภาพของการจราจรอย่างอัตโนมัติ ระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCW) ระบบเตือนรถออกนอกเลน (RDM)  และ Lane Keeping Assist System (LKAS) ระบบป้องกันการออกนอกเลนเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วมากกว่า 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยการประคองพวงมาลัยช่วยผู้ขับขี่เพื่อลดอาการเหนื่อยล้า และถ้ารู้สึกว่าตัวรถทำท่าจะออกนอกเลน ระบบก็จะเตือนผู้ขับขี่ด้วยการสั่งให้พวงมาลัยสั่น 

Best hatchbacks 2019,เทคโนโลยี,Rabbit Today

Volkswagen Golf GTI

ยังคงเป็นขวัญใจสาย hatchback ทั่วโลก ในฐานะรถเล็กที่มีความแรง และช่วงล่างดีเยี่ยม Volkswagen Golf GTI 2019 เป็นเจเนอเรชั่นที่ 7 ซึ่งดูแบนราบและปราดเปรียวมากขึ้น  มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบ TSI 228 แรงม้า ระบบช่วงล่างแบบ DCC ที่สามารถปรับความแข็งและนุ่มนวลของระบบช่วงล่างสำหรับสไตล์การขับขี่และสภาพถนน โดยสามารถเลือกการใช้งานได้ 3 โปรแกรม คือ Normal, Sport และ Comfort เกียร์อัตโนมัติดับเบิลคลัตช์ DSG 7 สปีด ระบบบังคับเลี้ยวแบบแปรผันตามความเร็ว และชุดควบคุมแรงบิด เบรกหน้าและหลังประสิทธิภาพสูง ภายในออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ตกรุผ้าลายสกอต Clark Plaid ระบบอินโฟเทนเม้นต์ หน้าจอทัชสกรีน 8 นิ้ว  ระบบเสียงพรีเมียม 400 วัตต์จาก Fender และ VW Car-Net ที่ช่วยให้คุณเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนที่รองรับด้วย Apple CarPlay ™, Android Auto ™หรือ MirrorLink® แถมยังเตือนล็อกประตู หรือลืมเปิดหลังคาซันรูฟในวันที่มีฝนตกด้วย  

Best hatchbacks 2019,เทคโนโลยี,Rabbit Today

5 MINI Cooper S Hatch 5 

รถยนต์ทุกคันสามารถพาคุณไปไหนมาไหนได้ แต่สำหรับคนขับที่ต้องการอะไรมากกว่านั้นมันต้อง Mini โดยเฉพาะ MINI Cooper S Hatch 5 ยนตรกรรมตำนานอังกฤษที่ยังมีกลิ่นอายรถเล็กขับสนุกไว้ครบถ้วน ด้วยห้องโดยสารที่เปิดเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความสนุก จากสีและธีมเบาะที่ให้เลือกได้ถึงสามแบบ การตกแต่งแบบค็อกพิทนักบินขับไล่ที่มีสวิตช์ต่างๆ แบบป๊อปอัพเรียงเป็นแผง จอกลมเดิมเปลี่ยนเป็น LED ทัชสกรีนขนาด 8.8 นิ้ว ที่ซ่อนฟังก์ชั่นทุกอย่างไว้ทั้งแผนที่นำทาง ความบันเทิงต่างๆ และโหมดการขับขี่ แม้จะคันไม่ใหญ่นัก แต่เบาะด้านหลังสามารถพับไปข้างหน้า 60/40 เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากขึ้น MINI Cooper S Hatch 5 มีไฟหน้าแบบวงแหวนเต็มวงพร้อมด้วยไฟ LED Daytime Running Light ที่เปลี่ยนเป็นสีส้มเมื่อรถเลี้ยว ขุมพลังเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร  192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตรระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 7 สปีด คลัตช์คู่ เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.7 วินาที และรถรุ่นนี้ยังได้รับคำชมของพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าแบบแปรผันที่ตอบสนองได้เฉียบคมมาก ทำให้ขับสนุกขึ้นอีกโข

Best hatchbacks 2019,เทคโนโลยี,Rabbit Today

Nissan Leaf e plus

นิสสันเปิดตัว Nissan LEAF e + นำเสนอระบบส่งกำลังใหม่พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 62 kWh ที่ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถแล่นได้ไกล 360 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง แต่นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวที่ทำให้ Nissan Leaf เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลก Nissan Leaf มีการดีไซน์ทั้งภายนอกภายในที่โดดเด่น กระจังหน้า V-Motion ที่มีตะแกรง 3 มิติสีน้ำทำให้รถเพรียวบางดูสปอร์ต ในขณะที่ด้านหลังมีการออกแบบไฟท้ายที่โดดเด่น วัสดุพรีเมียมทั่วห้องโดยสาร ด้ายเย็บสีน้ำเงินที่พวงมาลัยที่นั่งและแผงหน้าปัด ห้องโดยสารโปร่งโล่ง พื้นที่กระจกกว้าง เบาะนั่งสบาย และมีระบบอินเทอร์เฟซที่ทันสมัยพร้อมช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยเฉพาะ Nissan Intelligent Driving คือ ProPILOT Assist ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการขับขี่แบบกึ่งอัตโนมัติ ที่คนขับแทบไม่ต้องควบคุมรถถ้าใช้ความเร็วไม่เกินหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะรถจะสามารถเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ, การเตือนการออกเลน, การเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ, การเตือนจุดบอด, การแจ้งเตือนการจราจรติดขัดด้านหลัง ฯลฯ แอปฯ สมาร์ตโฟน Nissan Connect ยังช่วยตรวจสอบสถานะของรถ อาทิ การกำหนดเวลาการชาร์จในช่วงที่ค่าไฟต่ำสุด  

และแม้ว่า Nissan Leaf e plus จะมีความเร็วสูงสุดประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่มันก็มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.5 วินาทีเท่านั้น ระบบชาร์จไฟแบบเร็วขนาด 70 kW ที่ทำให้รถพร้อมเดินทางแบบไม่ต้องรอนาน รับประกันแบตเตอรี่ จำกัด 8 ปี/ 160,000 กม. จึงไม่แปลกที่จะกวาดยอดขายทั่วโลกรวมกว่า 380,000 คัน



Advertising