เทคโนโลยี

เก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ WIFI เอ๊ะ! ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจริงเหรอ?

Published 10 ต.ค. 2019

By ธีรภัทร์ เตชะเอื้อย

เก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ WIFI

การท่องโลกอินเทอร์เน็ต ณ ปัจจุบัน ถือเป็นกิจวัตรของใครหลายคน ตั้งแต่เด็กเล็กตลอดถึงผู้เฒ่าผู้แก่นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็ทำกัน แต่ด้วยความกว้างไกลและว่องไวของอินเทอร์เน็ตนี่ละ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เกิดความเป็นห่วงในเรื่องการกระทำความผิด จึงขอความร่วมมือจากเจ้าของร้านค้า ร้านกาแฟ ที่มี WIFI ไว้ให้บริการลูกค้าจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือ Logfile ของผู้ใช้บริการ WIFI จากทางร้านเป็นเวลา 90 วัน

เอ…ถ้าเป็นแบบนี้ จะส่งผลกระทบอะไรต่อต่อข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างเราๆ ไหมนะ และจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลรึเปล่า นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีฯ ได้ออกมาบอกว่า “กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2550 โดยดำเนินการทุกอย่างอยู่ภายใต้ตัวบทกฎหมาย อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล” 

ทั้งนี้เหตุผลดังกล่าวก็เพื่อเป็นการเอื้อต่อภาครัฐใช้ในการสืบสวนสอบสวน และเป็นหลักฐานในการจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายในคดีทุกประเภท อีกทั้งยังบอกว่านี่เป็นหลักสากลที่นานาประเทศต่างใช้กันมา 

อ้าว! กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2550 แล้วรึ ไหนไปดูซิ!

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์

มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี เป็นกรณีพิเศษ เฉพาะราย และเฉพาะคราว ก็ได้

ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็น เพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่เริ่มใช้บริการ และต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน นับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง

ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท”

จากกฎหมายมาตรานี้สามารถตีความได้ว่า ผู้ให้บริการ WIFI ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าใดๆ (ตามประกาศของรมว.ดีอีฯ) ต้องมีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลของผู้ที่มาใช้บริการ WIFI ภายในร้าน (เท่าที่จำเป็น) ไว้ 90 วัน เพื่อเป็นหลักฐานในการนำไปถึงการจับตัวผู้กระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการแบบนี้ หลายคนยังคงกังวลว่า หากไปใช้บริการ WIFI ตามสถานที่ต่างข้อมูลส่วนตัวจะไม่รั่วไหลจริงเหรอ?

ความจริงแล้วการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการแบบนี้เป็นการเก็บข้อมูลแต่เพียงรายละเอียดตัวผู้ใช้งานเท่านั้น เพราะกฎหมายบอกว่าให้ผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูล ‘เท่าที่จำเป็น’ เท่านั้น นั่นหมายความว่าไม่มีใครสามารถเข้าไปล่วงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการได้ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องสืบหาตัว หรือการเคลื่อนไหวของผู้กระทำความผิด ข้อบังคับนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อเจ้าหน้าที่และเจ้าทุกข์ในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีฯ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความคืบหน้าของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม และจะเปิดตัวในวันที่ 1 พฤศจิกายน 62 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) คือศูนย์ที่จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการนำเสนอข่าวปลอมทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยประกอบไปด้วยส่วนของการรับแจ้งข่าวจากประชาชน ระบบในการช่วยเสาะหาแหล่งที่มาของข่าวปลอม และระบบวิเคราะห์ (AI) เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ถึงความน่าจะเป็นของข่าวว่าจริงหรือเท็จ รวมไปถึงระบบที่สามารถช่วยแจ้งเตือนไปสู่ประชาชนอย่างรวดเร็วในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน 

ในปัจจุบันการโพสต์และแชร์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการวิเคราะห์และแยกแยะนั้นไม่อาจเอาชนะความอยากเร็วไว้ก่อนได้เลย ซึ่งหากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) เข้ามามีบทบาทในสื่อสังคมออนไลน์ก็เป็นการช่วยเรื่อง ‘ชัวร์ก่อนแชร์’ ได้เยอะเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ข้อมูลส่วนตัวก็คือสิ่งส่วนตัว ซึ่งต่างคนต่างมีเป็นของตัวเองทั้งนั้น ผู้ที่จะรักษามันได้ดีที่สุดคือเจ้าของนั่นเอง โลกของเรานับวันเหมือนถูกย่อส่วนลงไปอยู่ในหน้าจอมือถือเพียงไม่กี่นิ้ว จากใกล้เป็นไกล จากง่ายเป็นยาก จะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็ขึ้นอยู่กับปลายนิ้วนี่ละ ใครยั้งใจแล้วตั้งสติได้ก่อนคนนั้นก็มีสิทธิที่จะไม่ก่อความเดือดร้อนสู่ตนเอง…สาธุ! 



Advertising