เทคโนโลยี

เหนือกว่าเมฆ ก็ Facebook นี่แหละ

Published 30 ก.ย. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

เหนือกว่าเมฆ ก็ Facebook นี่แหละ

หลายคนคงพอจำได้ว่าปีที่แล้ว (2018) ‘มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก’ (Mark Zuckerberg) ซีอีโอของเฟซบุ๊ก (Facebook) ต้องไปสารภาพบาปกับสภาครองเกรสของสหรัฐอเมริกา

นั่นก็เพราะ Facebook ได้ทำข้อมูลผู้ใช้ 87 ล้านคนรั่วไหล โดยมีตัวละครอย่าง Cambridge Analytica ที่นำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ในหลายๆ รูปแบบ เพื่อโน้มน้าวให้คนอเมริกันออกเสียงโหวตแก่ โดนัลด์ ทรัมป์ จนชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2016

เมื่อเรื่องแดง มาร์ค จึงเลือกปิดจ๊อบหน้าสภาฯ ด้วยการบอกว่า ‘เป็นความบกพร่องในเรื่องการดูแลข้อมูลของ Facebook’ 

เหตุการณ์เหมือนจะผ่านไป และทิ้งแค่กลิ่นตุๆ กับความแคลงใจของผู้ใช้ทั่วโลก ว่าความเป็นส่วนตัวในโลกโซเชี่ยลมีเดียมันมีอยู่จริงหรือไม่

…ผลคือมันไม่มีอยู่จริง

เพราะอย่าลืมว่า แม้ Facebook จะเป็นบริษัทด้านโซเชี่ยลมีเดีย แต่รายได้กว่า 9 แสนล้านบาทนั้น เป็นเงินจากค่าโฆษณาที่ใครก็ตามที่อยากสร้างตัวตนและสินค้าให้รู้จักกับคนอื่นๆ ต้องจ่าย คิดเป็นสัดส่วนรายได้ให้ Facebook กว่า 97% 

นั่นหมายถึง Big Data หรือการหากินอยู่บนข้อมูลมหาศาลคือทรัพย์สมบัติอันมีค่าของ Facebook 

ฉะนั้นจึงมีการขุดความงามไส้ของ Facebook ในแง่ของการเล่นกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานออกมาเป็นระยะๆ และแผลที่ปริอยู่ก็เปิดกว้าง เมื่อ New York Times ออกมาเปิดโปงจนดิ้นไม่หลุดว่า Facebook จงใจให้บริษัทต่างๆ เข้าล้วงข้อมูลผู้ใช้งานได้ 

Facebook อ้างได้รับความยินยอมจากผู้ใช้แล้วตั้งแต่คลิก ‘ลงชื่อใช้งานด้วยบัญชีเฟซบุ๊ก’ หรือ ‘Sign in with Facebook Account’ ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Spotify หรือแม้แต่ยักษ์ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่อย่าง Amazon ให้ได้รับสิทธิดูชื่อผู้ใช้ และข้อมูลการติดต่อกลุ่มเป้าหมาย ผ่านทางเพื่อน หรือแม้แต่เข้าไปอ่าน เขียน แก้ไข ลบข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้งานได้หมด

แม้แต่ละบริษัทที่ว่าไปจะออกมาปฏิเสธ แต่นั่นก็ทำให้ข้อความ ‘Sign in with Facebook Account’ เป็นข้อความต้องห้ามที่ทำให้หลายคนเห็นแล้วต้องปิดกดยกเลิกอย่างไว

อันที่จริง เราก็รู้กันอยู่แล้วแหละว่า การแข่งขันของโลกยุคนี้ มันมีองค์ประกอบของ Big Data เข้ามาผสมผสานอยู่มาก เพราะประโยชน์จากการที่รู้พฤติกรรมคน ก็เหมือนกับการรู้เขารู้เรา รบกี่ครั้ง ชนะทุกครั้ง และการที่ Facebook ซึ่งทุกวันนี้มีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่กว่า 2,500 ล้านบัญชีจากคนทั่วโลก และถ้านับรวม Instagram, WhatsApp, Messenger ก็จะมีจำนวนมากถึง 5,000 ล้านคน ย่อมต้องนำข้อมูลมหาศาลไปทำมาหากินแบบตามธรรมชาติ

แต่ประเด็น คือ บางทีก็อาจต้องมีเรื่องของจริยธรรมแบบจริงๆ มาเป็นกลไกควบคุมจรรยาบรรณทางธุรกิจไว้ด้วยส่วนหนึ่งป่ะแว้ เพราะนับวัน มันก็เหมือนจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เช่น เคยแอบรู้สึกไหมว่า เวลาไถๆ ถูๆ ดูหน้า Feed ไปเรื่อยๆ ก็มักจะไปเจอกับโฆษณาสินค้าที่เราเพิ่งจะเข้าไปดูจากช่องทางอื่นๆ หรือข่าวก่อนหน้านี้อีก ร้ายกว่านั้นอีกหน่อยก็คือ แค่โทรศัพท์พูดคุยถึงเรื่องอะไรสักอย่าง เช่น อยากกินพิซซ่า พอเข้าไปใน Facebook ก็ดันมีหน้า Feed ขึ้นมาเกี่ยวกับร้านพิซซ่าเต็มไปหมด

…คือบางทีมันก็แอบเซอร์ไพรซ์นะ ที่เทคโนโลยีมันรู้ใจเราขนาดนั้น แต่บางทีก็เริ่มแยกไม่ถูกเหมือนกันว่า ‘รู้ใจ’ กับ ‘การล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล’ มันกั้นด้วยเส้นแบ่งที่บางขนาดไหนกันแน่ 

แม้เรื่องนี้กำลังจะบอกว่า คนทั่วโลกกำลังไม่ไว้ใจใน Facebook แต่ก็ยังไม่สามารถหาแอปพลิเคชันการสื่อสารใดๆ ที่ดีและมีความน่าไว้ใจในการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลมาทดแทนได้ และสุดท้ายก็ยังต้องใช้ต่อไป เพียงแต่หลายคนเริ่มศึกษาหาทางป้องกันและรักษาการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจากเงื่อนไขทางเทคนิค หรือเล่นกันไปตามเกมมากขึ้น

ล้วงข้อมูลจากสมอง

มโนกันต่อไปอีกหน่อย…เมื่อคนเริ่มไม่ไว้ใจ และหาทางระวังและป้องกันตัวมากขึ้น แต่เราก็เชื่อว่า Facebook ต้องไม่หยุดอยู่แค่นี้หรอก 

แล้วมันก็ดูจะเป็นเช่นนั้น…

ไม่นานมานี้ Facebook ประกาศเข้าซื้อกิจการ CTRL-Labs บริษัท Startup ผู้ผลิตสายรัดข้อมือที่มีคุณสมบัติในการส่งคลื่นสัญญาณไฟฟ้าจากสมองไปยังคอมพิวเตอร์ โดยบริษัทอ้างว่าเมื่อผู้ใช้ใส่สายรัดข้อมือนี้แล้ว ก็จะสามารถใช้ความคิดควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ เช่น การคลิกเมาส์หรือกดปุ่มอะไรทำนองนี้

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่าดีลดังกล่าวมีมูลค่าอยู่ระหว่าง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการเข้าซื้อกิจการที่สำคัญที่สุดที่ Facebook ทำในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา (ก่อนหน้าในปี 2014 Facebook ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท Oculus VR ในมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

จริงๆ ถ้าอ่านผ่านๆ นี่เป็นแผนการลงทุนของ Facebook ในแง่เทคโนโลยี VR และ AR ที่เคยประกาศไว้ว่าจะเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตเหล่านี้ คู่ขนานไปกับ Google ที่มีแนวทางพัฒนาเดียวกัน

แต่ถ้าแอบสะดุดคิดนิดนึง นี่คือการสร้างอุปกรณ์แห่งอนาคตที่จะเข้าเชื่อมต่อกับ ‘สมอง’ เชียวนะเว้ย ซึ่งจะว่าไปแล้ว ในตอนนี้ Facebook เองก็ยังไม่ได้อยู่ในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็เข้าใจว่ากำลังพัฒนาอยู่เพื่ออนาคต แต่เนื่องจากรายได้หลักของบริษัทยังอยู่ที่การทำธุรกิจขายโฆษณา โดยใช้ข้อมูลจากผู้ใช้งานเป็นตัวเสริมพลัง 

ฉะนั้นเมื่อ Facebook กล้าลงทุนไปด้วยตัวเลขมหาศาลเช่นนี้ และแถมอุปกรณ์ทุกตัวนอกเหนือจากสายรัดข้อมือ ก็อาจจะมีแว่นตา AR ออกมาจาก CTRL-Labs นั้น ทั้งหมดจะใช้ในการเชื่อมต่อกับ ‘สมอง’ ด้วยนั้น มันก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า นวัตกรรมจาก CTRL Labs จะเป็นเหมือนพาหนะไปสู่การสะสมฐานข้อมูลในรูปแบบใหม่ๆ เช่น การรอ่านความคิดผู้ใช้งานโดยตรงหรือไม่

ถ้าเป็นเช่นนั้น นี่คงเป็นการล้วงข้อมูลที่แนบเนียนและน่ากลัวที่สุด เพราะก่อนหน้านั้นมันคือการที่เรากด ‘ยินยอม’ ที่จะให้ Facebook และบริษัทอื่นๆ ที่ซื้อโฆษณาจาก Facebook มาล้วงความลับเรา แต่นี่มันคือการดึงข้อมูลจากสมองของผู้ใช้อย่างเราๆ โดยตรง 

ที่จริงพอข่าวนี้อออกมา ก็มีบรรดาผู้ใช้งานทวิตเตอร์ในสหรัฐฯ เริ่มแสดงความเห็นในเชิงกังวล แต่ก็ยังมีผู้เห็นต่างว่าคิดมากเกินไป

แต่ที่แน่ๆ Facebook งดให้ข้อมูลต่อสื่อในประเด็นวิพากษ์วิจารณ์จากชาวทวิตเตอร์ไปเป็นที่เรียบร้อย

ก็ต้องรอดูว่านี่คือนวัตกรรมเพื่อโลกแห่งอนาคตของ Facebook หรือมันคือเครื่องมือล้วงความลับที่จะทำให้เราไม่รู้ตัวกันแน่…



Advertising