เทคโนโลยี

ส่องไฮเปอร์คาร์ ที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์

Published 9 เม.ย. 2019

By ธนา เศรษฐพานิช

Hyper-Car-the-Series-II-tech-toys-Rabbit-Today-banner

ตอนที่แล้วเราพูดถึงรถที่แพงที่สุดในโลก อย่าง Bugatti La Voiture Noire ที่มาปรากฏตัวในงาน Geneva Motor Show กันไปแล้ว แต่ยังมีไฮเปอร์คาร์อีก 3 คัน ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กันมาเปิดบูธอยู่ข้างๆ หนึ่งในนั้นคือ

Pininfarina Battista

ส่องไฮเปอร์คาร์ ที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์,เทคโนโลยี,Rabbit Today

พินินฟาริน่านั้นมีชื่อเสียงมานานเกือบศตวรรษแล้ว ในฐานะสำนักออกแบบรถยนต์จากอิตาลีที่มีผลงานโดดเด่นให้กับค่ายรถยนต์หลายค่าย อาทิ เฟอร์รารี มาเซราติ เปอร์โย จากัวร์ วอลโว ฯลฯ แต่มาถึงปีนี้ พินินฟาริน่ากลับลุกขึ้นมาประกาศสร้างรถยนต์ของตัวเอง แถมเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า งานนี้เหมือนการเดิมพันครั้งใหญ่ของบริษัท เพราะการออกมาทำรถเองย่อมเท่ากับเป็นคู่แข่งโดยตรงกับอดีตคู่ค้าแบรนด์ซูเปอร์คาร์ต่างๆ แต่พินินฟาริน่าได้แบ็กอัพใหม่ทุนหนา คือกลุ่ม Mahindra อินเดียที่ให้ไฟเขียวในการสร้างไฮเปอร์คาร์แบรนด์ของตัวเอง

ด้วยรูปทรงราวกับงานประติมากรรมของ Pininfarina Battista บอดี้รถใช้คาร์บอนไฟเบอร์ Monocoque โดยมีแบตเตอรี่อยู่ด้านหลังผู้โดยสารและด้านข้างในรูปแบบ T เพื่อให้ตำแหน่งคนขับมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำที่สุด นี่คือความเชี่ยวชาญของอิตาลี Luca Borgogno หัวหน้านักออกแบบบอกว่า เขาต้องการนำความงามยนตรกรรมของทศวรรษ 1960 ให้กลับมามีชีวิตชีวา ประตูผีเสื้อ และชิ่งดักอากาศที่ลื่นไหล เส้นอะลูมิเนียมสีแดงบางๆ วิ่งไปตามข้างของตัวรถ ผสมผสานอย่างลงตัวกับคาลิปเปอร์เบรกสีแดงและไฟท้าย Bespoke ซึ่งติดตั้งในห้องโดยสารด้านหลังคนขับและผู้โดยสาร

ส่องไฮเปอร์คาร์ ที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์,เทคโนโลยี,Rabbit Today

ในขณะที่ Battista สร้างขึ้นบนแชสซีที่พินินฟาริน่ากำหนดเอง โดยมีเลย์เอาต์แบตเตอรี่ตามความต้องการ แต่ระบบสถาปัตยกรรมไฟฟ้า แบตเตอรี่ และมอเตอร์ขับเคลื่อนก็ได้รับความร่วมมือจาก Rimac Automobili (ผู้ผลิตแบตเตอรี่ให้ Koenigsegg และ Aston Martin Valkyrie รวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าสี่ตัว) แบตเตอรี่แพ็กเป็นแบบลิเธียม แมงกานีส นิกเกิล 120 kWh จ่ายกระแสไฟฟ้าให้มอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 4 ตัว ที่แบ่งกำลังกันคนละครึ่งล้อหน้าและหลัง ทั้งหมดรวมกัน 1,900 แรงม้า กับแรงบิด 2,300 นิวตันเมตร มันเพียงพอที่จะทำให้ Pininfarina Battista ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ ชม. ในเวลาน้อยกว่า 2 วินาที 

การเร่งความเร็ว 0-300 กม./ ชม. ทำได้ต่ำกว่า 12 วินาที ทำความเร็วสูงสุดมากกว่า 350 กม./ ชม. และวิ่งได้ไกล 450 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และนอกจากจะมีระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกแบบ 6 พอร์ตทั้ง 4 ล้อสำหรับหยุดความแรงของรถ Pininfarina Battista ยังมีสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ด้านหลังที่ทำหน้าที่แอร์เบรกเมื่อต้องหยุดที่ความเร็วสูงอีกด้วย พินินฟารีน่าตั้งใจจะผลิต Battista ออกมาเพียง 150 คันเท่านั้น โดยมีราคาจองอยู่ที่ประมาณ 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเชื่อแน่ว่าด้วยราคานี้มันจะถูกบรรดาบิลเลียนแนร์ทั้งหลายจองหมดไปอย่างรวดเร็ว 

ส่องไฮเปอร์คาร์ ที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์,เทคโนโลยี,Rabbit Today

Koenigsegg Jesko

หลังจากเดินตามรอย Agera RS ที่ทำลายสถิติด้านความเร็วไปแล้ว Koenigsegg ได้เปิดเผยรถยนต์ไฮเปอร์คาร์ใหม่ ในงานแสดงรถยนต์เจนีวาอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 ในชื่อ Koenigsegg Jesko ที่มีตัวถังคาร์บอนใหม่ และปรับปรุงแบตเตอรี่และชุดเกียร์แบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเอง

ส่องไฮเปอร์คาร์ ที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์,เทคโนโลยี,Rabbit Today

Koenigsegg Jesko ใช้เครื่องยนต์เบนซิน Twin-turbo V8 ที่ได้รับการออกแบบใหม่โดยเคลมว่าเป็น V8 ที่เบาที่สุดในโลกด้วยน้ำหนักเพียง 189 กิโลกรัม จากการลดน้ำหนักแบบใหม่เช่นลูกสูบเคลือบเซรามิก ทั้งชุดรวมกับเกียร์ดับเบิลคลัตช์ 9 สปีดที่อ้างว่าเบาที่สุดในโลกด้วยน้ำหนักเพียง 90 กิโลกรัมเช่นกัน เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถลากรอบสูงได้ถึง 8,500 รอบต่อนาที และเมื่อทำงานร่วมกับเชื้อเพลิง E85 จะมีแรงม้าสูงถึง 1,600 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 2.6 วินาที และมีความเร็วสูงที่สุดในโลกคือ 300 ไมล์หรือ 482 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ส่องไฮเปอร์คาร์ ที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์,เทคโนโลยี,Rabbit Today

กุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย 300 ไมล์ต่อชั่วโมงของ Koenigsegg Jesko คือระบบแอโรไดนามิกขั้นสูงของ Jesko มาจากการใช้งานปีกด้านหลังแบบ 2 ระดับที่ติดตั้งอยู่ด้านบน และช่องระบายอากาศด้านล่างของตัวรถที่สร้างแรงกด 1,000 กิโลกรัม เมื่อรถวิ่งที่ความเร็ว 275 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสูงสุด 1,400 กิโลกรัม ที่ความเร็วสูงสุด 480 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

ส่องไฮเปอร์คาร์ ที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์,เทคโนโลยี,Rabbit Today

Koenigsegg Jesko ใช้เกียร์ Multiclutch 9 สปีด ที่มีระบบ Ultimate Power on Demand ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องไล่ตามลำดับเแบบดับเบิลคลัตช์ทั่วไป ด้วยโครงสร้างคาร์บอนและอะลูมิเนียม ช่วงล่างแบบ Kineigsegg F1 ที่มีตลับลูกปืนล้อที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้ในรถยนต์บนท้องถนนและโช้กแบบปรับไฟฟ้าจาก Öhlins ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลังทำให้เพิ่มความคล่องแคล่วในความเร็วต่ำ และความคล่องตัวที่ความเร็วสูงขึ้น

ส่องไฮเปอร์คาร์ ที่งาน เจนีวา มอเตอร์โชว์,เทคโนโลยี,Rabbit Today

ภายในห้องโดยสารที่ได้รับการตกแต่งอย่างน่าประหลาดใจด้วยหนังอัลแคนทารา หนังอัลแคนทาราคาร์บอนไฟเบอร์อะลูมิเนียม และกระจกควบคู่ไปกับ 'SmartWheel' ที่รวม 2 จอสัมผัสขนาดเล็กในพวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมด้านต่างๆ ห้องค็อกพิตปรับปรุงให้มีพื้นที่ว่างมากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ในขณะที่ประตูปีกนกแบบกรรไกรไฮดรอลิกนอกจากจะสร้างความโดดเด่นแบบไฮเปอร์คาร์แล้วยังช่วยให้เข้าออกห้องโดยสารได้ง่ายด้วย Koenigsegg ตั้งใจจะผลิต Jesko ออกมา เพียง 125 คันเท่านั้น โดยมีราคาขายอยู่ที่คันละ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

ยังเหลืออีก 1 คันในตอนหน้าคือ Aston Martin AM-RB 003 ไฮเปอร์คาร์ขวัญใจ 007 มาดูกันว่าในรุ่นนี้จะมีอะไรเด็ดถึงขนาดที่องค์การนาซ่าออกมา Approved ระบบแอโรไดนามิกของรถรุ่นนี้ให้เลย



Advertising