เทคโนโลยี

ระวังภัยเมื่อจอดฉุกเฉิน

Published 2 ต.ค. 2018

By ยุทธพงษ์ ภาษี

Shoulder-Ahead-tech-toys-Rabbit-Today-banner

มีเหตุผู้เสียชีวิตจากการถูกรถชนขณะรถจอดเสียอยู่บนทางด่วนอย่างที่เราทราบๆ กัน ขอแสดงความเสียใจต่อญาติผู้เสียชีวิต เหตุการณ์นี้มีบทเรียนมากมาย

การใช้รถบนทางด่วนซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องโครงสร้างความปลอดภัยของถนน ไม่มีไหล่ทางให้เราได้หยุดหรือจอดอย่างปลอดภัย ถนนนี้ไม่มีพื้นที่ปลอดภัย ถือว่าเป็นถนนที่มีอันตรายสูงมาก สภาพทางของทางด่วนในเมืองเป็นแบบนี้ทุกเส้น ยกเว้นเส้นทางมอเตอร์เวย์เส้นเดียว

คำแนะนำของการทางฯ กรณีรถเสียหรือฉุกเฉินระบุว่า ให้ ‘รออยู่ในรถ’ ซึ่งใช้วิธีนี้ได้สำหรับถนนเส้นที่ว่า ส่วนการใช้ไหล่ทางของรถที่เกิดการชน เราจะเห็นว่าเป็นปกติที่มีคนใช้ไหล่ทางเป็นทางวิ่ง เจ้าหน้าที่ทางด่วนก็ ‘ทำให้สับสน’ เห็นโบกรถให้วิ่งไหล่ทางตลอด ทั้งที่มันคือเลนสำหรับรถฉุกเฉิน ถ้าการทางฯ คิดว่าไหล่ทางวิ่งไม่ได้ก็ควรรณรงค์ไม่ให้ใช้ไหล่ทาง เลิกโบกกันเสีย

“ปัญหารถติดก็ไปแก้ที่อื่นๆ ถ้าสะดวกแล้วไร้วินัย อันตราย เราก็ควรเอามาตรฐานสากลมาใช้ คือปลอดภัยไว้ก่อน”

เรามาดูวิธีเอาตัวรอดในกรณีนี้ จอดรถฉุกเฉินในทางไฮเวย์ซึ่งเป็นทางหลักวิ่งระหว่างเมือง หรือทางรองทั่วไป หากรถจอดเสีย พอเคลื่อนย้ายได้ พยายามนำรถเข้าชิดเลนซ้ายสุดหรือไหล่ทางให้มากที่สุด

จากนั้นต้องเปิดไฟฉุกเฉิน การให้สัญญาณไฟนั้นจำเป็นมาก เพราะในขณะขับรถบางครั้งเราแยกไม่ออกระหว่างรถหยุดกับรถเคลื่อนที่ พร้อมกับนำเอาเครื่องหมายเตือน หรือที่เราเห็นเป็น 3 เหลี่ยมสะท้อนแสงด้านเท่า มาตั้งด้านหลัง ห่างไม่น้อยกว่า 150 เมตร ตรงนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่รถในทางรถที่มีความเร็ว ที่มีการจราจรหนาแน่น ได้มองเห็นป้ายเตือนเสียแต่เนิ่นๆ 

ระวังภัยเมื่อจอดฉุกเฉิน,เทคโนโลยี,Rabbit Today

ระยะของการตั้งป้ายเตือนนี่สำคัญมาก ถ้าไม่มีการแสดงว่ารถเสียอยู่ เราสามารถเปิดฝากระโปรงท้ายเพื่อให้เห็นว่ารถนี้ไม่ปกติ 

ในกฎหมายของกรมขนส่งทางบก ที่เพิ่งออกมาใช้เมื่อ 2 มกราคม 2561 บังคับใช้เฉพาะรถใหญ่ บอกว่า เมื่อจำเป็นต้องจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทาง เจ้าของรถต้องจัดให้มีเครื่องหมายแสดง (สามเหลี่ยมสะท้อนแสง) อย่างน้อย 2 ชิ้น โดยให้วางด้านหน้าและด้านหลังรถ ระยะวางห่างกันตั้งแต่ 50-150 เมตร ซึ่งเป็นระยะเตือนให้ผู้ใช้รถสังเกตเห็นและหลีกเลี่ยงหรือหยุดรถได้อย่างปลอดภัย กฎหมายนี้ระบุโทษไว้คือ คนขับหากละเลยจะโดนปรับ 5,000 บาท และผู้ประกอบการที่ไม่จัดแสดงเครื่องหมายไว้ประจำรถ จะโดนปรับ 50,000 บาท 

เอาละ กฎหมายบังคับเฉพาะรถใหญ่ หรือผู้ประกอบการขนส่ง แต่ในฐานะรถเล็ก ก็นำหลักการนี้มาประยุกต์ ใช้ได้ คือหาสามเหลี่ยมติดรถไว้ ในเซียงกงมีมากมาย ราคาไม่เกิน 300 บาท

ที่ยุโรปรถทุกคันต้องมีเครื่องหมายนี้ติดรถไว้ กฎหมายบังคับให้ผู้ขับต้องเตรียมเสื้อสะท้อนแสงไว้ในรถอีกชิ้นหนึ่งด้วย ในบางประเทศหากเราออกมายืนในทางเดินรถหรือไหล่ทาง จะต้องสวมเสื้อสะท้อนแสงนี้ ไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวติดรถอาจถูกปรับราคาแพงเลยทีเดียว

‘ระยะมองเห็น’ ในขณะที่ขับรถมีความสำคัญมาก หลายครั้งเราขับรถแซงคันอื่นๆ โดยที่มีระยะมองเห็นไม่เพียงพอ สำหรับการหลีกเลี่ยงหรือหยุดรถ ดังนั้น ขณะขับรถหรือเปลี่ยนช่องทางเพื่อแซง เราจำเป็นต้องมองให้เห็นทางข้างหน้าก่อน ระยะมองเห็นที่ปลอดภัย เราจำเป็นต้องฝึกการ ‘มองไกล’ และการกวาดสายตา 

การมองของคนเราปกติจะมองใกล้ เพราะเราชินกับความเร็วขณะเดินเท้า เราถูกธรรมชาติสร้างมาเพื่อความเร็วระดับเดินเท้า มองไม่ไกล แต่การขับรถหลังพวงมาลัย ความเร็ว 80 กม. ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการมองไปข้างหน้าด้วยการมองไกลขึ้น 

ขณะขับรถกลางคืน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากต่อการมองเห็น ในกรณีฉุกเฉิน พยายามให้รถคันอื่นๆ มองเห็นเราเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าสัญญาณไฟกะพริบ หรือด้วยวัตถุสะท้อนแสง แล้วแต่กรณี ที่สำคัญคือ หากอยู่ในถนนที่ สามารถออกมาจากรถแล้วมีพื้นที่ปลอดภัย ก็ขอให้ออกมาจากรถ แล้วส่งสัญญาณให้รถที่ร่วมทางเห็น 

ทั้งกลางวันและกลางคืน หากว่าเราไม่มีอุปกรณ์เตือนภัยใดๆ เลย สิ่งใกล้ตัวอย่างวัตถุธรรมชาติ ใบไม้ กิ่งก้าน พอใช้ได้ ดีกว่าไม่มี ขอพิจารณาว่าไม่เป็นอันตรายต่อรถคันอื่นๆ และที่สำคัญ การวางระยะห่างของสิ่งเตือนภัยต้องมีระยะที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความสูญเสีย 

การเตือนภัยอย่างสากลเป็นสิ่งสำคัญ จำไว้ว่าเราทำเพื่อให้คันอื่นมองเห็นเราเสียแต่เนิ่นๆ จะทำให้เขา ‘มีเวลาเพียงพอ’ ที่จะหลีกเลี่ยงการชน



Advertising