ธุรกิจและการเงิน

RS ยิ่งชัด…ทำเพลงไม่รุ่ง มุ่งขายตรงดีฝ่า

Published 22 ส.ค. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

RS ยิ่งชัด…ทำเพลงไม่รุ่ง มุ่งขายตรงดีฝ่า

พอรู้ข่าวการเข้าซื้อหุ้นราว 7% ของ RS จากกลุ่มลอยฟ้ามหานครจาก BTS หลายคนก็อาจจะแอบคิดว่า BTS จะทำค่ายเพลงหรือจะมาทำช่องทีวีหรอไง

อู้ยย…แค่คิดก็เดาได้แล้วว่ายากมาก เพราะว่าวกันซื่อๆ ตอนนี้ธุรกิจค่ายเพลงกับสื่อทีวีมันไม่ได้ยั่วยวนขนาดนั้นแล้ว แถมตัวเลขหุ้น 7% ก็อาจจะไม่ได้มีผลในเรื่องการบริหาร แต่เป็นการแตะเรื่องปันผลจากธุรกิจใหม่ของ RS มากกว่า

แล้วเหตุผลใดที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้น?

ถ้าสังเกตให้ดี หลังจาก เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร RS ดีดตัวจากธุรกิจสื่อที่ย่ำแย่ แล้วมาเอาจริงเอาจังกับธุรกิจ MPC ตัวเลขของบริษัท RS ก็เริ่มมีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

  • จากปี 59 ที่เคยขาดทุนสุทธิ 102 ล้านบาท 
  • พลิกกลับมามีกำไรสุทธิในปี 60 - 61 อยู่ที่ 332 ล้านบาท และ 516 ล้านบาท ตามลำดับ 

ธุรกิจ MPC คืออะไร?

แปล MPC ตรงตัวก็คือ Multi-Platform Commerce หรือ ธุรกิจพาณิชย์หลายช่องทาง เป็นการขายสินค้าไปบนช่องทางทุกรูปแบบจะห้างค้าปลีก / ขายตรง / ขายผ่านทีวีในลักษณะของโฮมช้อปปิ้ง / คอลเซ็นเตอร์ หรือเว็บไซด์ก็ได้ทั้งหมด 

ปัจจุบัน RS มีช่องทางในการขายแบบ MPC ประกอบไปด้วย ช่อง 8 / ช่อง 2 / ช่องสบายดีทีวี / ช่องเพลินทีวี / Shop 1781 / Line@ / สื่อออนไลน์ / วิทยุคูฟาเรนไฮต์ / ธุรกิจขายตรง และการขายผ่านช่องทางค้าปลีก โดยทั้งหมดใช้สื่อในเครือ RS เป็นเครื่องมือเข้าถึงผู้บริโภค

เปลี่ยนฐานผู้ชม เป็นฐานลูกค้า

จริงๆ ‘ผู้เล่น’ ที่น่าสนใจในตลาด MPC ตอนนี้ จะมีกลุ่มเจ้าของช่องทีวีดิจิทัลในไทย ที่ขายกันในรูปแบบของ ‘โฮมช้อปปิ้ง’ มากขึ้น ถ้านึกภาพไม่ออก ให้นึกถึง ‘โอ้ว…จ็อดมันยอดมาก กับเจ๊ซาร่า’ ที่เดิมมีทีวีไดเร็คเขาทำเป็นเจ้าแรกๆ 

เพราะเมื่อเวลาออนแอร์ในมือไม่มีใครซื้อ ก็ปั้นช่วงขายของขึ้นมาเองซะเลย ซึ่งตอนนี้ตัวเลขตลาดที่ดันด้วยโฮมช้อปปิ้ง ก็เหมือนจะไปได้ดี

  • โฮมช้อปปิ้งเติบโตต่อเนื่องปีละกว่า 20% 
  • ในปี 2561 มีมูลค่ากว่า 13,500 ล้านบาท 
  • คาดการณ์ว่าปี 2565 จะแตะ 20,000 ล้านบาท

โดยช่วงแรกทุกช่องปล่อย ‘เช่าเวลา’ ให้กับผู้ประกอบการแบบโฮมช้อปปิ้ง แต่หลังจาก RS ไม่ใช่แค่ปล่อยเช่า แต่หันมา ‘ขายครีม’ เพื่อมาบุกธุรกิจความสวยความงามในปี 2558 และสร้างกำไรมาต่อเนื่อง ก็กลายเป็นต้นแบบให้ทีวีดิจิทัลหลายช่องทำบ้าง

แต่จะว่าไปแล้ว ธุรกิจ MPC รวมทั้งธุรกิจความสวยความงามที่พูดมาข้างต้นนั้น ใครๆ ก็ทำได้ 

เพียงแต่การที่ RS ทำได้สำเร็จ ปัจจัยแรก มาจากการสร้างช่องทีวีดิจิทัลของตนเองไว้ดีระดับหนึ่ง หรือต้องมีฐานผู้ชมก่อน โดยปัจจุบันช่อง 8 มีผู้ชม 13 ล้านคนต่อวัน เฉลี่ย 3.7 แสนคนต่อนาที

ที่น่าสนใจจากข้อมูลของ RS ที่เคยบอกไว้ก่อนหน้า คือ ปี 2561 ผู้ชมช่อง 8 เป็นฐานธุรกิจ MPC กว่า 1.1 ล้านคน และปีนี้น่าจะแตะอยู่ที่ 1.5 ล้านคน โดยที่น่าสนใจมากๆ คือ ใน 60-70% ของตัวเลขนี้ซื้อสินค้าผ่าน RS เฉลี่ย  2,000 บาทต่อครั้ง

อีกปัจจัยมาจากการพัฒนาสินค้า อย่างกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท ทำให้มีโอกาสรายได้เป็นกอบเป็นกำ 

นั่นเลยทำให้ วันกุมขมับช่วงขาลงของตลาดเพลง และธุรกิจสื่อทีวีดิจิทัลที่หลายช่องยังเผชิญกับคำว่า เข้าสู่คืนวันที่มีแต่กอบโกย แม้จะมีเสียงค่อนแคะบ้างว่า ‘นี่หรือธุรกิจสื่อ’ (หาได้แคร์)

RS หวังโกย MPC 5,000 ล้านบาท

วันนี้เฮียฮ้อเลยน่าจะสะบัดบ๊อบให้ธุรกิจเพลงและสื่อเลยก็ยังไหว เพราะธุรกิจ MPC เริ่มปั้นรายได้และกำไรได้อีกนานแน่ๆ สะท้อนจากผลประกอบการปี 2561 ที่เติบโตทั้งยอดขายและกำไรในรอบ ‘37 ปี’ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9.3%

  • กำไรสุทธิ 516 ล้านบาท 
  • เติบโต 55% 
  • ทำรายได้ 3,826 ล้านบาท 

โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จาก 

  • MPC = 56% 
  • สื่อ = 35% 
  • และธุรกิจเพลง = 9% 

เปลี่ยนแปลงจากปี 59 ที่มีสัดส่วนรายได้จาก 

  • สื่อ = 56% 
  • เพลง = 36% 
  • และ MPC = 8% เท่านั้น

แถมปีนี้ (2562) RS ก็ยังมั่นใจที่จะโกยรายได้สูงสุดอีกครั้งด้วยตัวเลข 5,000 ล้านบาท โดยสัดส่วน MPC จะขยับมาอยู่ที่ 60% ธุรกิจสื่อ 30% ธุรกิจเพลงและอีเว้นท์ 10%

BTS ยักษ์ผู้คัดสรรแต่ของดี

มาถึงตรงนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าเจ้าพ่อสายเทคอย่างกลุ่มบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ที่เข้าไปสอยขนส่งขนาดใหญ่อย่าง Kerry สอย COM7 ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที ภายใต้ชื่อร้าน BaNANA, Studio7, BKK, Shot Pro และ KingKongPhone และรวมถึงพิฆาตคู่แข่งตัวฉกาจ ด้วยการสอย PLANB จนทำให้ทุกคนจะได้เห็นโฆษณาจากป้ายทั่วประเทศไทย จะให้ความสนใจใน RS โฉมนี้

เพราะธุรกิจแนว MPC มันล้อไปได้กับหลายๆ ธุรกิจในเครือของ BTS โดยเฉพาะเรื่องขนส่ง (ส่งสินค้าให้ RS) และโฆษณา (จากป้ายของ VGI และ PLANB) แถมตลาดก็โตแบบมีเหตุมีผล (พฤติกรรมสะดวกซื้อ) เรียกว่าคงคิดอย่างลึกล้ำ แต่ไม่ซับซ้อน เพราะของที่ได้มา ‘มันคุ้ม’ และ ‘ไม่ต้องมาเหนื่อยปั้นต่อ’ นั่นแหละ

Win-Win ระยะสั้น แต่ยาวๆ ต้องดูอีกที

ทั้งนี้ รายการขายหุ้นบิ๊กล็อตของ RS จำนวน 70 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 7.2% ของหุ้นที่ชำระแล้ว ให้กับ BTS นั้น เป็นการทำรายการของผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 2 ราย ได้แก่ นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ขายจำนวน 55 ล้านหุ้น และ นายโสรัตน์ วณิชวรากิจ ขายจำนวน 15 ล้านหุ้น

เบื้องต้น การร่วมมือครั้งนี้จะช่วยต่อยอดธุรกิจในกลุ่มธุรกิจ MPC ของ RS ได้เพิ่มช่องทำจำหน่ายสินค้ามากขึ้น เนื่องจาก BTS มีบริษัทลูกอย่าง ทั้ง บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) หรือ MACO และ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI และ ขบวนรถไฟฟ้า ที่จะทำให้สินค้าของ RS เข้าไปหลากหลายช่องทางจากที่มีอยู่เดิม

ในส่วนของ BTS เอง ถ้ามองข้ามธุรกิจขนส่งมวลชนที่ปีนี้ก็ยังกำไรได้ดี และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กำไรของกลุ่มฯ เติบโตราว 113% แล้ว ธุรกิจนี้ของ RS น่าจะเป็นโอกาสใหม่ที่ไม่อยากหลุดขบวน เพราะมีอัตราการเติบโตที่สูงต่อเนื่อง ตามปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ต การขยายตัวของผู้มีกำลังซื้อ ฐานลูกค้า RS ก็สูง (RS) อาจจะเชื่อมไปสู่การชำระเงินเงินแบบดิจิทัลได้ (Rabbit) รวมถึงช่วยกระตุ้นการขยายตัวของธุรกิจโลติสติกส์ (Kerry) ด้วย

การดึง BTS ซึ่งมีพื้นฐานพร้อมรองรับธุรกิจ MPC ของ RS และการมองโอกาสในการเติบโตจากฝั่ง BTS จึงเป็นการเดินเกมที่น่าจับตาของทั้ง 2 บริษัทในระยะยาว แต่ระยะสั้นผลการดำเนินงานอาจยังถูกกดดันจากการบริโภคที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งคงต้องตามดูกันไปยาวๆ ล่ะนะ



Advertising