ธุรกิจและการเงิน

เปิดคัมภีร์ ‘ทางรอด’ โรงงานไทย ผ่านเลนส์ชุดชั้นในซาบีน่า

Published 15 พ.ย. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

เปิดคัมภีร์ ‘ทางรอด’ โรงงานไทย ผ่านเลนส์ชุดชั้นในซาบีน่า

ที่สุดของข่าวเบาๆ แห่งปีนี้ คงหนีไม่พ้นปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบให้บรรดาผู้ประกอบการหลายรายต้องออกมาเซย์กู๊ดบาย สลายธุรกิจ และปลดคนออกเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการสายโรงงานที่ตอนนี้มีข่าวสะเทือนใจคนหาเช้ากินค่ำกันแบบวันต่อวัน

ข้อมูลจาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ต.ค. 2562) มีผู้ประกอบการแจ้งเลิกประกอบกิจการโรงงานและจำหน่ายทะเบียนโรงงานแล้วเกือบ 2 พันแห่ง (รวมทั้งสิ้น 1,989 แห่ง) กระทบคนงานจำนวนทั้งสิ้น 49,157 คนราย แซงหน้าสถิติปี 2561 ที่มีแจ้งปิดโรงงาน 1,603 แห่ง 

  • มกราคม แจ้งเลิกประกอบกิจการและจำหน่ายทะเบียนโรงงาน 133 แห่ง มีจำนวนคนงาน 3,428 คน
  • กุมภาพันธ์ 191 แห่ง คนงาน 6,367 คน
  • มีนาคม 159 แห่ง คนงาน 4,797 คน
  • เมษายน 214 แห่ง คนงาน 5,097 คน
  • พฤษภาคม 144 แห่ง คนงาน 3,630 คน
  • มิถุนายน 463 แห่ง คนงาน 12,526 คน
  • กรกฎาคม 440 แห่ง คนงาน 7,397 คน
  • สิงหาคม 66 แห่ง คนงาน 1,281 คน
  • กันยายน 94 แห่ง คนงาน 2,530 คน
  • ตุลาคม 85 แห่ง คนงาน 2,104 คน

ดูตัวเลขนี้แล้ว ก็น่ากังวลพอสมควร เพราะเทียบกับ 10 เดือนแรกของปีก่อนหน้า (ม.ค.-ต.ค. 2561) มียอดปิดโรงงานทั้งสิ้น 1,290 แห่ง คนตกงาน 33,507 คน เพิ่มขึ้นทั้งแง่ของโรงงานที่ผิดและคนงานกว่าครึ่งเลยทีเดียว

โรงงานใหม่ ‘เปิด’ มากกว่า ‘ปิด’

แต่ยังไงซะ เรื่องนี้ ทางรัฐบาลก็พยายามออกมาเบรกความตกใจของคนในประเทศ โดย ดร.กฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรม ชี้แจงเรื่องการปิดกิจการโรงงานและการเลิกจ้างงานในปัจจุบัน ที่มีจำนวนมากกว่าเกือบ 2 พันโรงงาน

แต่ตอนนี้กลับมีผู้ขอยื่นประกอบกิจการโรงงานใหม่กลับมีถึง 2,889 โรงงาน และมีการจ้างงานจากการประกอบกิจการใหม่สูงถึง 84,033 คนและจะมีการจ้างงานเพิ่มจากการขยายโรงงานอีกจำนวน 84,704 คน ซึ่งปัจจุบันพบว่ายังมีโรงงานหลายแห่งต้องการรับแรงงานเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก และทางกรมการจัดหางาน ก็มีสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 รับขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน เพื่อจับคู่ตำแหน่งงานว่างไว้ให้แล้ว

แล้วทำไมโรงงานหลายๆ แห่งต้องปิด/เลิกจ้าง?

  • ว่ากันว่า ค่าเงินแข็ง เป็นตัวแปรหนึ่ง ยิ่งค่าเงินบาทแข็ง สินค้าไทยก็ยิ่งแพง ก็ยิ่งแข่งยากในตลาดโลก ขายยาก ออเดอร์ล้น จบเห่
  • ว่ากันว่า ค่าแรงสูง ตอนขึ้น 300 บาท ก็ลาโลกไปสวรรค์กันหลายอุตสาหกรรมละ แล้วคราวนี้ สัญญานักการเมืองที่จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท อาจทำให้หลายอุตสาหกรรมลาลับไปอีกเกลื่อน

ทางรอดอยู่ตรงไหน?

กรณีศึกษาหนึ่งเกี่ยวกับทางรอดของโรงงานไทยจาก บุญชัย ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในแบรนด์ ‘ซาบีน่า’ ที่พยายามหลุดจากกับดักของโรงงานผู้ผลิต น่าจะเป็นเคสที่โรงงานไทยหลายๆ แห่งน่าจะนำไปปรับเป็นวิธีคิดใหม่พอสมควร 

เดิมที ซาบีน่า ก็เคยเป็นโรงงานรับจ้างผลิตจากต่างชาติ หรือที่เรียกว่า OEM (Original Equipment Manufacturer) ให้กับผู้ว่าจ้างราวๆ กว่า 90% ของพอร์ตสินค้าทั้งหมด

แต่ต้องยอมรับก่อนว่าการรับจ้างผลิต มันดูเหมือนจะดี เพราะมีออเดอร์ให้ทำแบบแน่นอน แต่กำไรก็บางเฉียบเหมือนกัน (ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ในไทยก็คือแบบนี้เกือบทุกอุตสาหกรรม) 

ธรรมชาติของผู้ว่าจ้างไม่ว่าจะมาจากชาติไหน เวลาจะไปจ้างใครผลิตสินค้าให้ ก็มีเกณฑ์ในใจหลักๆ คือ ต้องเน้นประเทศที่แรงงานถูก แล้วสามารถกำหนดทุกอย่างได้ทั้งราคา ทั้งวัตถุดิบ จนโรงงาน OEM แทบไม่เหลือกำไร ที่แย่กว่านั้น คือ แทบทุกปีผู้จ้างก็อยากจะขอราคาต่ำลง 

ยิ่งทุกวันนี้ ทางเลือกของผู้ว่าจ้างก็เปิดกว้างขึ้น เพราะมีแหล่งโรงงานเกิดใหม่ในหลายประเทศ เช่น โรงงาน OEM ในจีน (เริ่มแพงละ) ในเวียดนาม (กำลังมาแรง) และในประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่พร้อมกดราคาตัวเองลงมา ซึ่งในอดีตโรงงานในไทย มีข้อได้เปรียบเรื่องนี้ เพราะค่าแรงงานเราถูก ค่าเงินเราก็ถูก แถมมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ไทยเริ่มได้เปรียบในปัจจุบัน 

เหตุนี้เองที่ทำให้บรรดาผู้จ้างผลิต ย่อมเลือกได้ว่าใครมีปัจจัยที่ว่ามานี้มากกว่า เขาก็ไปทางนั้น และพี่ไทยเองก็อยู่ในข่ายต้องประสบปัญหาออเดอร์ขาด แต่ในทางกลับกันเจ้าของโรงงานยังมีต้นทุน การจ้างคนงานยังมี ต้นทุนอื่นๆ อีกบานเบอะ และพอมันเยอะพอกพูนมากขึ้นๆ ก็ปิดไงจ๊ะ

ซาบีน่า ผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไร?

สมควรหนีเปิดโรงงานที่จีนหรือเวียดนามดีไหม? จริงๆ ก็เกือบจะเป็นทางเลือกหนึ่งของบุญชัย เพราะตอนนั้น ซาบีน่า มีทางเลือก 2 แบบ คือ หนึ่ง ไปตั้งโรงงานในเวียดนาม หรือ ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่ถ้าถ้าเลือกแบบนั้น ก็ต้องเจอคู่แข่งกับจีน แถมอาจจะมีกำไรบางเฉียบไม่ต่างจากเดิม และ สอง คือ เลือกเป็นเจ้าของแบรนด์เองซะเลย

ใช่แล้ว…ทางเลือกของซาบีน่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คือ ทางเลือกที่สอง ซึ่งตัดสินใจเปลี่ยนจากการเป็น OEM มาสู่การสร้างแบรนด์ (Brand) ของตัวเอง จากผลิตให้ฝรั่งและส่งออก ก็กลายมาเป็นผลิตขายคนไทย โดยสร้างแบรนด์ของตนเอง จนตอนนี้รายได้ 90% คือ แบรนด์ตัวเอง เหลือ 10% เป็นรับจ้างผลิต

ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ตามที่ บุญชัย เคยพูดไว้ คือ กำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือมีกำไรประมาณ 50% จากที่เคยเป็น OEM ที่แตะกำไรได้แค่ 20% เท่านั้น

ความยากของการแปลงร่างมันมี…แต่คุ้ม ?

ใช่ว่าทุกคนจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นเจ้าของได้และสำเร็จ อย่าง ซาบีน่า เอง แต่ก่อนตอนที่เป็น OEM ผลิต 1 แบบ ราวล้านชิ้น ก็แค่ทำไปเลย (มันคืออเดอร์ตายตัว)

แต่พอต้องมาทำแบรนด์สินค้าเอง ถ้าคิดจะทำล้านชิ้น ต้องดูด้วยว่า ‘ใครจะซื้อ’ 

เพราะการเป็นจ้างของแบรนด์เองนั้น มันมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเข้าใจประเภทของลูกค้าและตลาด เช่น ลูกค้าหน้าอกเล็ก, หน้าอกใหญ่, หน้าอกแปลก หรืออื่นๆ จะต้องจับต้องที่ตลาดไหนถึงจะขายได้ นี่คือความต่างของการทำตามออเดอร์แบบ OEM เพราะไม่ต้องเข้าใจคนซื้อ แต่วันนี้ซาบีน่าจะต้องกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญยกทรง และนั่นก็ทำให้กระบวนการคิดแบบพัฒนาและต่อยอดต้องเกิด แต่ก็คุ้มในระยะยาว

ซาบีน่า ค่อยๆ พัฒนาสินค้าและการตลาดควบคู่กันไป วางแผนที่แม่นยำ จับตลาดเป็น และเค้นความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ออกมาถ่ายทอดผ่านสินค้าที่ตัวเองก็เคยจับอยู่มาตลาดหลายปี ทำให้สามารถ ‘กำหนดทิศทาง’ ธุรกิจของตัวเองได้โดยไม่ต้องไปอิงกับคำสั่งออเดอร์จากใคร ที่พร้อมจะเทเราได้เมื่อมีโอกาส (ยังมีการรับจ้างผลิตอยู่บางส่วน)

เมื่อความแข็งแรงของ ซาบีน่า เริ่มชัด และผลกำไรเริ่มดี คราวนี้ เขาก็พัฒนาจากเจ้าของแบรนด์ ไปสู่การจ้างคนอื่นผลิตแทน (ภาพเริ่มกลับกันกับสมัยแรกๆ ละ) โดยซาบีน่าเริ่มหันไปจ้างประเทศที่มีตุ้นทุนการผลิตต่ำ เช่น จีน , เวียดนาม ผลิตให้เกือบ 30% และยิ่งช่วงนี้เงินบาทแข็ง ก็ยิ่งได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนค่าผลิตและค่าแรง

อย่างไรเสีย การเป็นเจ้าของแบรนด์เอง มันก็ต้องสู้รบกับตลาดและรับผิดชอบสินค้าที่ตัวเองผลิตขึ้นมาให้ระบายออกได้ในระดับเดียวกับที่ผลิตขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้โชคดีอย่างมากที่โลกของตลาดออนไลน์เข้ามาอุดรอยรั่วนี่ได้อย่างดี

นั่นก็เพราะเดิมที่ถ้าต้องขายสินค้าผ่านห้างหรือร้านค้าต่างๆ ก็จะต้องถูบเก็บค่าเช่า หรือบีบกำไรขั้นต้น หรือ ค่า GP (Gross Profit) ต่างๆ จนกำไรจากสินค้าชิ้นหนึ่งๆ ก็หดพอตัว แถมเจ้าของที่บางแห่งก็จ่ายช้าอีก เพราะเป็นรายใหญ่ ผู้ผลิตต้องง้อ 

แต่คราวนี้พอออนไลน์เกิดขึ้น ทุกอย่างมันช่วยให้เกิดการจ่ายสด ลูกค้าเห็นปุ๊บ จ่ายปั๊บ แล้วแบรนด์สามารถขายถูกเพื่อยั่วใจคนซื้อได้ด้วย เพราะต้นทุนหน้าร้านมันไม่มี หรือมีก็ไม่สูง ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น ใครที่มีโรงงานในยุคนี้ จึงอาจจะต้องมองภาพตรงนี้ให้ชัด โดยเฉพาะการขยายช่องทางขายผ่านออนไลน์เป็นของตนเอง

โดยสรุปแล้ว ในวันที่โรงงานไทยหลายๆ แห่งทยอยปิดตัวลง ก็ยังมี ‘แสงสว่าง’ ปลายอุโมงค์ให้ลองฉุดคิดจากกรณีศึกษานี้ 

  • ลองสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองซะ
  • ศึกษาลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างสินค้าที่มันเหมาะกับตลาดจริงๆ
  • เสาะหาโอกาสที่จะช่วยให้เกิดการลดต้นทุน / ตอบโจทย์ตลาด และเพิ่มคุณภาพให้กับแบรนด์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง

อันที่จริงในวันที่เราพูดกันถึงเศรษฐกิจยุค 4.0 ที่ต้องมีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี เครื่องจักร หรืออะไรก็แล้วแต่มาปรับใช้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมในปัจจุบันนั้น มันก็ถูกนั่นแหละ แต่ประเด็นคือคนในรัฐบาลน่ารู้ดีว่าการเปลี่ยนเช่นนี้ โดยเฉพาะกับโรงงานไทยและร้านค้าของคนไทยให้เป็น 4.0 ทั้งหมดมันยากมาก เพราะธุรกิจคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นแค่ 1.0-3.0 แค่คำว่า ‘เราต้องปรับตัว’ (หู่ยยยย) มันคงไม่น่าจะพอ

แต่ก็อย่างว่าแหละยุคนี้ มันเป็นยุคที่ปลาเร็ว กินปลาช้า แบบที่เจ้าสัวซีพีเคยบอกไว้ ถ้าปรับตัวไม่ทัน ก็ต้องพังกันไป ล้างไพ่ใหม่ Set Zero กันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเจ้าของธุรกิจ หรือตัวพนักงานก็ตาม 

ใจเขาใจเรา ทุกอย่างมันมีลง เดี๋ยวก็คงมีขึ้น…อาทิตย์ไม่เคยลับขอบฟ้าไปนานหรอกจ้าพี่น้องชาวไทย…

อ้างอิง: กระทรวงอุตสาหกรรม /กรมการจัดหางาน / Pawawit Stock Comment



Advertising