ธุรกิจและการเงิน

‘เงิน’ ไม่ควรเป็นคำตอบเดียวของนักลงทุน

Published 11 ก.ย. 2019

By คุณปิยมิตร ยอดเมือง

‘เงิน’ ไม่ควรเป็นคำตอบเดียวของนักลงทุน

คนเราทุกคนล้วนต้องการ ‘เงิน’ เพราะนั่นคือที่มาของ ‘รายได้’ ที่จะต้องนำมาใช้เป็น ‘รายจ่าย’ ในชีวิตประจำวัน

เช่น ใช้จ่ายกับปัจจัยสี่ คือค่าอาหารการกิน เสื้อผ้าอาภรณ์ ค่าเช่า หรือค่าผ่อนชำระหนี้ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงค่าหยูกยายามเจ็บไข้ได้ป่วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ห้าหกเจ็ดอีก เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเดินทาง เป็นต้น หากไม่มีเงิน ชีวิตคงอยู่ยาก หรืออยู่อย่างอดๆ อยากๆ 

แต่เงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบทุกวันนี้ล้วนมีเจ้าของ ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ได้เรี่ยราดตามพื้นดิน การที่จะได้เงินมาจึงต้องแลกด้วยอะไรสักอย่าง เช่น แลกด้วยแรงงาน แลกด้วยสินค้าและบริการ หรือแลกด้วยสติปัญญา   

และเพื่อให้การอยู่ร่วมกันของคนในสังคมเป็นไปอย่างสงบสันติ จึงมีการกำหนดกรอบของพฤติกรรมที่ดีที่ถูกต้อง กับพฤติกรรมที่แย่ที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นการผิดจารีตประเพณีหรือผิดกฎหมายก็ตาม

การใช้แรงงานแลกเงินด้วยพฤติกรรมที่ถูกต้องคือการทำงาน ส่วนพฤติกรรมที่ผิดคือการฉกชิงวิ่งราว 

การใช้สติปัญญาแลกเงินอย่างถูกต้องคือการให้ความรู้ในรูปแบบของการสอน การอบรม การเป็นที่ปรึกษา ส่วนการใช้สติปัญญาแลกเงินแบบผิดๆ คือการหลอกลวง ฉ้อโกง 

จะเห็นได้ว่า แม้เราจะต้องการเงินมากแค่ไหนก็ตาม ก็ใช่ว่าจะ ‘ทำอะไรก็ได้’ เพื่อให้ได้เงินมา เพราะเงินที่สะอาดบริสุทธิ์ จะต้องมาจากวิธีการที่ถูกกฎหมาย ถูกกฎระเบียบ และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น กับสังคม กับประเทศชาติ และกับโลก

เมื่อเราเข้าใจกลไกของการได้เงินมาแล้ว ก็ควรทำความเข้าใจถึงแนวคิดในการ ‘ใช้เงิน’ หรือให้เงินกับคนอื่นในวิถีที่ถูกต้องด้วย

หลักการพื้นฐานก็คือ เราไม่ควรจ่ายเงินให้กับแรงงานผิดกฎหมาย และเราไม่ควรซื้อสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย เพราะหากเรายินยอมจ่ายเงินแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเราสนับสนุนสิ่งที่ผิดกฎหมาย

‘เงิน’ ไม่ควรเป็นคำตอบเดียวของนักลงทุน

นอกจากเรื่องของการใช้จ่ายเงินเพื่อแลกกับสินค้าและบริการแล้ว ยังมีการควักเงินออกอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการใช้เงินแลกเงิน หรือเงินต่อเงิน หรือที่เรียกว่า ‘การลงทุน’

แน่นอนครับ สิ่งที่ผู้ลงทุนคาดหวังก็คือ เงินที่ลงทุนไปจะต้องสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาอย่างน่าพึงพอใจ คำว่าน่าพึงพอใจของคนส่วนใหญ่ก็คือ ‘ยิ่งได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี’ และด้วยแนวคิดแบบนี้แหละครับที่ทำให้โลกของเราวุ่นวาย ยุ่งเหยิง มีปัญหาส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะเป็นการลงทุนแบบ ‘มือใครยาวสาวได้สาวเอา’ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ที่จะตามมา 

จึงทำให้ผมต้องออกมานำเสนอแนวความคิดในอีกรูปแบบหนึ่งที่จะคอยฉุดดึง เตือนสตินักลงทุนไม่ให้หวังผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินแต่เพียงอย่างเดียว

อย่างที่ผมเคยเขียนถึงธุรกิจแชร์ลูกโซ่ว่า การลงทุนของเราอาจจะได้ผลตอบแทนที่สูง แต่เมื่อเราชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องเข้ามาลงทุนด้วย เพราะหวังส่วนแบ่งจากเงินลงทุนของพวกเขา โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าหากวงแชร์มันไม่สามารถหมุนไปได้อย่างต่อเนื่อง ที่เรียกว่า ‘โซ่ขาด’ แล้วคนที่เราชักชวนมาลงทุนจะเดือดร้อนขนาดไหน แบบนี้ก็เป็นธุรกิจที่เราไม่ควรลงทุนตั้งแต่แรก 

หรือธุรกิจบางอย่างที่กำไรดี แต่เรามีข้อมูลส่วนตัวว่า เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของกิจการนั้นเป็นคนไม่ดี กดขี่พนักงาน ชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่น แบบนี้เราก็ไม่ควรไปร่วมลงทุนเพียงแค่หวังตัวเงินเท่านั้น

หรือโรงงานบางแห่งทำกำไรอู้ฟู่ แต่เบื้องหลังเกิดจากการประหยัดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น ปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำธารสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนของระบบจัดการน้ำเสีย หรือปล่อยฝุ่นควันออกสู่ภายนอกโดยไม่ติดตั้งอุปกรณ์กำจัดมลพิษ เป็นต้น แบบนี้ก็เป็นธุรกิจที่เราไม่ควรไปร่วมลงทุน

สุจริตชนที่หาเงินมาด้วยวิถีของคนดีของสังคม เวลาจะใช้เงินหรือลงทุนอะไร ก็ควรเลือกลงทุนกับธุรกิจที่ดีต่อสังคมด้วยครับ



Advertising