ข่าว

น้ำท่วมอุบลราชธานี มากกว่าภัยธรรมชาติ คือการจัดการน้ำผิดพลาด และจะเป็นอย่างนี้อีกถ้ายังปล่อยให้ซ้ำซาก!!!!

Published 16 ก.ย. 2019

By ป้าย บูรพาไม่แพ้

น้ำท่วมอุบลราชธานี

ปีนี้ (2562) ตัวเมืองอุบลราชธานีประสบภัยน้ำท่วมหนักมาก สิ่งที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะซ้ำเติมแต่อย่างใด แต่มองว่าเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองอุบลราชธานี ที่ค่อนข้างจะถี่เกินไปนั้น มาจากการไม่มีแผน และไม่เตรียมความพร้อมสำหรับรับมือกับเรื่องน้ำ รวมทั้งการบริหารจัดการที่ไม่เป็นมืออาชีพ ไม่ยอมใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ ข้อมูลวิชาการ จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างที่เป็นอยู่

ก่อนนี้เมื่อปี 2560 ปริมาณน้ำ (น้ำด้านบนทั้งน้ำมูลและน้ำชี) น่าจะมีมากกว่าปีนี้ (ปี 2562) ทั้งยังมีน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนลำปาว ที่เกินระดับเก็บกัก ขณะที่ปีนี้ (2562) มีเพียงแค่น้ำหลากทุ่ง แต่กลับเกิดความเสียหายมากกว่าปี 2560 ซึ่งมีสาเหตุดังนี้

1. ที่ตั้งของตัวเมืองอุบลราชธานี เป็นพื้นที่รับน้ำของลุ่มน้ำมูล (แม่น้ำชีเป็นสาขาของแม่น้ำมูล) กว่า 69,701 ตร.กม. แต่มีสภาพเป็น ‘คอขวด’ เพราะพื้นที่ริมน้ำ (พื้นที่บุ่ง-ทาม) กลายเป็นอาคาร บ้านเรือน สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จึงปิด ขวางทางน้ำ ในขณะที่ร่องลำน้ำเดิม (มูลหลง) คือ ‘กุดปลาขาว’ ถูกรุกล้ำจนไม่มีสภาพร่องน้ำ ทำให้น้ำที่ไหลเข้าสู่ตัวเมืองอุบลราชธานี ที่มีสภาพเป็นคอขวดอยู่แล้ว เกิดการอัดเอ่อของน้ำจนล้นตลิ่ง เข้าหลากท่วมในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำมูล ดังที่เห็นอยู่

2. น้ำต้นทุนมีมากเกินไป น้ำต้นทุนในแม่น้ำมูล คือน้ำที่เกิดจากการเก็บกักของเขื่อนปากมูล ซึ่งในปีนี้การบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูลแย่มาก จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ การตัดสินใจว่าจะเปิดประตูเขื่อนปากมูลเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 ในขณะที่ระดับน้ำเกินเกณฑ์อย่างมาก (เกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ระดับน้ำที่ M7 อยู่ที่ 107 ม.รทก. หรืออัตราการไหลของน้ำที่ M7 อยู่ที่ 500 ลบ.ม./วินาที หรือระดับน้ำที่ห้วยสะคามอยู่ที่ 95 ม.รทก. แต่ในวันที่ 29 สิงหาคม 62 ระดับน้ำที่ M7 อยู่ที่ 108.99 ม.รทก. อัตราการไหลของน้ำที่ M7 อยู่ที่ 804 ลบ.ม./วินาที และระดับน้ำที่ห้วยสะคามอยู่ที่ 99.44 ม.รทก.) ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดมาก 

การตัดสินใจที่จะเปิดประตูเขื่อนปากมูลเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2562 แต่จะไปเปิดในวันที่ 11 กันยายน 2562 คือตัดสินใจวันนี้แต่จะเปิดประตูเขื่อนปากมูลจริงอีก 13 วัน แต่สุดท้ายก็ต้องแอบสั่งการให้เปิดประตูเขื่อนปากมูลในเย็นของวันที่ 1 กันยายน 2562 ซึ่งเปิดก่อนประกาศไว้ 10 วัน แม้จะเปิดก่อนกำหนด ก็ยังทำให้สถานการณ์เลวร้าย จนนำมาสู่วิกฤตน้ำท่วมใหญ่อยู่ในปัจจุบัน

3. การพลั้งเผลอไม่เตรียมการรับมือน้ำ ซึ่งควรต้องเปิดทางน้ำให้ไหลออกทางอื่นด้วย คือ ‘กุดปลาขาว’ หลายปีก่อนได้มีการรื้อผักตบชวาออกจากกุดปลาขาว มวลน้ำที่ไหลเข้าสู่ตัวเมืองอุบลฯ จึงไหลผ่านได้หลายทาง แต่ในปีนี้ กุดปลาขาวยังมีผักตบชวาอัดแน่นอยู่ ไม่มีการตระเตรียมหรือขุดรอก รื้อออก จึงกีดกันทางน้ำให้ไหลผ่านไปได้ยาก

แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอุบลราชธานี ซ้ำซาก!!!!

ประการที่ 1 เขื่อนปากมูล สร้างผิดที่: เขื่อนปากมูลที่สร้างอยู่ปลายน้ำ ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนในลำน้ำมีจำนวนมาก เมื่อมีน้ำฝน หรือน้ำเหนือมาสมทบ จึงทำให้ลำน้ำที่มีปริมาณน้ำเยอะอยู่แล้ว เต็ม และเอ่อล้นตลิ่งได้ง่าย และไม่สามารถบริหารจัดการได้เลย โดยเฉพาะสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมในปีนี้ สาเหตุหลักมาจากการเก็บกักน้ำของเขื่อนปากมูล ที่ทำให้มีน้ำต้นทุนในแม่น้ำมูลมาก และเมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องกัน จึงทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มอย่างรวดเร็ว  

ดังนั้นการเก็บกักน้ำของเขื่อนปากมูล จึงเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมตัวเมืองอุบลฯ ซ้ำซาก หากเขื่อนปากมูลยังทำอยู่แบบนี้ ปัญหาน้ำท่วมตัวเมืองอุบลฯ ก็จะเกิดซ้ำๆ อีกต่อไป

ประการที่ 2 การเปิดทางน้ำเพิ่ม: เมื่อปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ตัวเมืองอุบลฯ มีสภาพเป็นคอขวด จึงยากที่จะระบายน้ำออกได้ทันท่วงที ดังรูปภาพนี้ ลูกศรสีแดง คือแนวการไหลของน้ำปกติ ส่วนลูกศรสีเหลือง คือทางน้ำเพิ่ม ซึ่งในอดีตแนวลูกศรสีเหลือง ก็คือทางน้ำเดิม ที่ถูกรุกล้ำยึดไป

แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอุบลราชธานี

จากข้อมูลแผนที่ (ภาพที่ 2) หน่วยงานราชการต้องดำเนินการเอาพื้นที่ร่องลำน้ำกุดปลาขาวคืนมา แล้วเปิดเป็นทางน้ำเพิ่ม ก็จะช่วยให้น้ำที่ไหลเข้าสู่ตัวเมืองอุบลฯ มีช่องทางมากขึ้น

แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอุบลราชธานี

ไม่ใช่ว่าน้ำท่วม สถานการณ์ยิ่งวิกฤตแล้วจะมาซ้ำเติมใคร แต่นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เราต้องเรียนรู้ เพื่อจะไม่ย่ำความผิดพลาดซ้ำๆ อีก

ขอบคุณภาพ: เพจอุบลราชธานี, กิตติศักดิ์ พัชรดิเรก



Advertising