เรื่องเด่น

Clash วงดนตรีคู่คนไทยที่ยอมให้กาลเวลาพิสูจน์ความเก๋า

Published 27 พ.ย. 2019

By สันทัด โพธิสา / ตติยา แก้วจันทร์

Clash วงดนตรีคู่คนไทยที่ยอมให้กาลเวลาพิสูจน์ความเก๋า

‘แคลช’ (Clash) วงร็อกระดับแนวหน้าของประเทศที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 18 ปี แนวดนตรี บทเพลง และแฟชั่นของพวกเขาล้วนมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมป๊อปในหมู่วัยรุ่นไทยยุคหนึ่งอย่างมาก

หลังจากห่างหากจากวงการเพลงไปพักใหญ่ เนื่องจากสมาชิกแต่ละคนแยกย้ายไปทำงานตามเส้นทางของตัวเอง รวมแล้วเป็นเวลาถึง 7 ปีที่วงแคลชแยกวง ก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในปี 2561

บทเพลงแห่งความคิดถึงที่เคยทำให้ทุกคนรู้จักวงแคลชอย่าง ‘เช็ดน้ำตา’ ‘ไฟรัก’ ‘หนาว’ และ ‘มือที่ไร้ไออุ่น’ เหมือนถูกนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง แต่การกลับมาครั้งนี้พวกเขาก็มีผลงานซิงเกิลใหม่ที่ยกระดับชั้นเชิงทางดนตรีและพิสูจน์ความเก๋าอีกขั้นของวงร็อกเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย 

‘คิด วิเคราะห์ แยกแยะ’ คือซิงเกิลใหม่ของพวกเขาที่ปล่อยออกมาให้ฟังกันเมื่อไม่นานมานี้ มีความหนักและดุดันในฉบับของวงแคลชที่หลายคนคุ้นเคย แถมยังหยิบยกประเด็นในสังคมขึ้นมาถ่ายทอดผ่านมิวสิกวิดีโอได้อย่างน่าสนใจ ทำให้นาทีนี้เราต้องหันมาจับตามองพวกเขาใหม่อีกครั้ง

เรามีโอกาสได้จับเข่าพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับ 5 สมาชิกแห่งวง Clash แบงค์-ปรีติ บารมีอนันต์ (ร้องนำ) พล-คชภัค ผลธนโชติ (กีตาร์) สุ่ม-สุกฤษณ์ ศรีเปารยะ (เบส) แฮ็ค-ฐาปนา ณ บางช้าง (กีตาร์) และ ยักษ์-อนันต์ ดาบเพ็ชรธิกรณ์ (กลอง) เกี่ยวกับผลงานเพลงใหม่ล่าสุดและมุมมองต่อวงดนตรีที่สร้างตัวตนพวกเขาตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา

Q: ทำไมถึงเลือกทำเพลงสะท้อนสังคม และจุดเริ่มต้นของ ‘คิด วิเคราะห์ แยกแยะ’ คืออะไร

แบงค์: หลายคนบอกว่าเรามีเพลงช้าแล้ว เพลงสนุกก็มีแล้ว แต่ยังขาดเพลงร็อกหนักแน่นแบบวงแคลช ขอร็อกๆ หน่อยได้มั้ย เรานั่งคุยกันอยู่นานว่าจะพูดเรื่องสังคมอะไรในเพลงดี เพราะจะพูดมากไปก็ไม่ดี ไม่พูดเลยก็…(หัวเราะ) สุดท้ายรู้สึกว่าขอพูดหน่อยเถอะ ซึ่งที่ผ่านมาก็จะมีเพลงอย่าง ‘ใส่ร้ายป้ายสี’ ‘สัจอธิษฐาน’ และ ‘เมืองคนเหล็ก’ เพลงที่แบบถ้าฟังปุ๊บรู้เลยว่าเป็นค่อนข้างซีเรียส แต่สำหรับเพลง ‘คิด วิเคราะห์ แยกแยะ’ พอพาร์ทดนตรีเสร็จแล้ว ผมว่าเราควรจะกลับไปเป็นเหมือนที่เคยร้อง ส่วนหนึ่งคือผมมองว่าการแร๊ปมันสามารถสื่อสารอะไรๆ ออกมาได้ดีที่สุด หลายคนคงรู้สึกเหมือนกัน สังคมไทยทุกวันนี้มีการเอารัดเอาเปรียบกันเยอะ มีปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียม เรื่องไม่ปกติกลับกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น การโกงตั้งแต่คนชนชั้นสูงลงไประดับล่าง แม่ค้าโกงตราชั่ง แท็กซี่โกงค่ามิเตอร์ คือเราเจออะไรแบบนี้จนคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติเหรอ… เราหงุดหงิดกับมันไม่ได้เหรอ… ก็เลยกลายเป็นเพลงนี้ขึ้นมาครับ มันมีเรื่องเยอะจะตายประเทศไทยเนี่ย คุณเปิดหน้าฟีดวันนี้ก็นำไปเขียนเพลงได้เต็มไปหมดเลย

Q: ในส่วนของพาร์ทดนตรีมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างจากความเป็นแคลชในอดีต

สุ่ม: ซาวนด์จะสมัยใหม่มากขึ้น มีกลิ่นเมทัลเบาๆ ตอนทำเพลงนี้เรานึกไปถึงตอนที่ต้องไปเล่นสด เพราะว่าดนตรีแบบนี้จะนำไปใช้เล่นคอนเสิร์ตได้สนุกมากครับ 

Q: แล้วในส่วนของเนื้อร้องล่ะ ใช้เวลาอยู่กับมันนานไหม?

แบงค์: คำแรกที่คิดที่รู้สึกได้เลยก็คือเนื้อเพลงท่อน “…อนุบาลยันปริญญาตรี ครูสอนทั้งชีวิตว่าทำดีไม่ต้องรอ…” เรามานั่งตีความกันว่าทำไมนะ ตั้งแต่เล็กจนโตมันมีสิ่งที่ดีขึ้นนะครับ ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิตและเทคโนโลยีที่สะดวกสบายขึ้น แต่ว่ามันควรจะดีขึ้นกว่านี้มั้ย หากไม่มีเรื่องการเอาเปรียบหรือคดโกงกัน กลายเป็นรู้สึกว่าตั้งแต่อนุบาลมาจนถึงตอนนี้ มันไม่เห็นมีอะไรพัฒนาและดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น แล้วก็ได้ท่อนแร็ปออกมาครับ

Q: 7 ปีที่แยกวงกันไป กลับมาอีกครั้งในปี 2561 สมาชิกทั้ง 5 คนรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการทำงานร่วมกันไหม

ยักษ์: เรากลับมารวมกันแค่มองหน้าก็รู้ว่าต้องทำอะไร เพียงแค่หน้าที่ในการรับผิดชอบอาจจะมากขึ้น เนื่องจากประสบการณ์ที่แต่ละคนไปสั่งสมมาก็ต้องรับงานเพิ่มขึ้น เช่น ผมไปฝึกเขียนเนื้อเพลงมา ก็ต้องรับหน้าที่ตรงนี้เพิ่มขึ้น พี่พลก็ต้องคิดในเรื่องของการตลาดมากขึ้น แต่ละคนก็มีส่วนร่วมในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

‘แคลช’ (Clash)

Q: วุฒิภาวะมีผลมากขึ้นไหมหลังจากแยกย้ายกันไป แล้วกลับมาร่วมตัวกันอีกครั้ง

สุ่ม: มีครับ การไปเล่นคอนเสิร์ตเราก็จะคุยกันมากขึ้น สิ่งไหนที่ใช่และไม่ใช่ทางของเรา ไม่ใช่ว่าเพราะเราเป็นวงที่มีชื่อเสียงหรือเลือกงาน แต่ว่าบางทีเราอาจต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น เช่น ถ้าไปเล่นในสถานที่ที่ไม่เอื้ออำนวยกับระบบเสียง บางทีก็เป็นผลเสียกับเครื่องดนตรีเราเองด้วย แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนเราพยายามไปเล่นทุกที่ ไม่ว่าจะที่เล็กหรือที่ใหญ่ก็ขอไปก่อน จนบางครั้งก็ส่งผลกระทบ เช่น ปัญหาเรื่องระบบไฟ แม้แต่คนฟังเองก็ไม่ได้รับชมโชว์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วบางทีเครื่องดนตรีพังก็มีนะ กลายเป็นทำให้เราเริ่มมาคุยกันว่าจริงๆ แล้วเราควรเล่นในที่ที่มันเหมาะสมดีกว่า

Q: ตอนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง กังวลเรื่องฐานแฟนเพลงกลุ่มเก่าและใหม่บ้างหรือเปล่า

แบงค์: ก็ต้องเฉลี่ยนะครับ เพราะหากเป็นแคลชสมัย 10 ปีที่แล้ว เป็นผมยังเบื่อเลย (หัวเราะ) หรือว่าถ้าเกิดจะเป็นแบบใหม่ทั้งหมดเลย ผมก็งงเหมือนกัน เราก็ต้องเฉลี่ยให้ได้ครบถ้วนทั้งรสนิยมฟังเพลงของเราในวันนี้ ซึ่งก็คงไม่เหมือนกับรสนิยมของพวกเราทั้ง 5 คนเมื่อ 10 กว่าปีก่อนหรอก มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องคุยกัน แทร็กนี้จะเอาอย่างไร แทร็กนี้จะเอาใหม่มั้ย หรือเอามาผสมผสานกัน ถามว่ายากมั้ย…มันก็ยากอยู่เหมือนกัน เพราะวันนี้เราเดาใจคนฟังหลายคนไม่ถูก แต่ถ้าพูดตรงๆ คือเราเองก็จะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ขนาด 100 เปอร์เซ็นต์ด้วยเช่นกัน

พล: ในมุมที่พวกเราคุยกันเสมอคืออย่างไงก็ต้องเดินหน้า อาจมีแฟนเพลงเรียกร้องมาว่าอยากฟังแบบนี้ ซึ่งในชีวิตจริงเราทำไมได้ เราไม่สามารถทำเพลงแบบเดิมๆ ต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะถ้าทำแบบนั้นเราก็จะไม่เจอการพัฒนา การที่เรานำซาวนด์ใหม่ๆ หรือแฟชั่นใหม่ๆ เข้ามา ผมว่ามันเป็นการเรียนรู้ของเราด้วย ไม่งั้นถ้าเราทำแบบเดิม ถามว่าทำได้ไหม ทำได้! ทำได้สบายมากเลย แต่คงไม่มีใครทำเพราะทุกคนอยากพัฒนาตัวเอง เราเป็นนักดนตรีก็ต้องอยากพัฒนาซาวนด์ให้ดีขึ้น ให้อยู่ในเทรนด์ พัฒนาไปตามยุคสมัย เราพยายามบาลานซ์ คิดว่าทุกครั้งที่เราทำเพลงคือต้องเดินไปข้างหน้า อย่าหยุดอยู่กับที่ครับ

Q: ใน 18 ปีที่ผ่านมา มีช่วงไหนที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยกับภาวะความเป็นทีมของแคลชบ้างไหม

แฮ็ค: คงจะเป็นช่วงก่อนที่เราแยกวง ทุกคนก็คิดว่าออกไปทำงานที่เรารักกันดีกว่า เป็นคำที่พยายามพูดกันบ่อยๆ แถมยังเป็นช่วงที่เราทัวร์กันหนักมากๆ สุดท้ายก็แยกย้ายกันไปทำอย่างอื่น

แบงค์: ผมยังจำได้เมื่อ 10 กว่าปีก่อน แคลชยุคแรกๆ เคยทัวร์กันปีหนึ่งมากกว่า 250 โชว์ วันนี้ผมมองว่าพวกเราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ฟิตนะ แต่ผมมองว่ามันไม่สด นึกภาพเราเจอกันทุกวันแล้วต้องเล่นดนตรีติดกัน 7-14 วัน ผมว่ามันไม่แฟร์กับคนดู เพราะคนดูที่อยู่ในช่วงวันท้ายๆ จะได้พลังงานที่ต่ำกว่าคนดูวันแรกๆ ต่อให้พวกเราพยายามมันก็ไม่มีทางเท่ากัน ผมอยากให้คนที่มาดูเราได้รับภาพ เสียง และอินเนอร์ที่เป็นแคลชมากที่สุด

Q: ถือเป็นเรื่องปกติไหมสำหรับวงเนตรีใหญ่ๆ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องแยกกัน

พล: คงไม่ได้เป็นรูปแบบหรือแบบแผนนะครับ ที่ว่าวงใหญ่ๆ ที่เมื่อประสบความสำเร็จแล้วจะต้องแยกวง แต่สำหรับผมถือเป็นการรีเฟรชตัวเองเหมือนกันนะ ส่วนตัวผมรู้สึกว่าการทำสิ่งเดิมๆ วนลูปอย่างที่เคยทำมาตลอด 10 ปี พอไปถึงจุดหนึ่งค้นพบว่ามันไม่สนุกแล้วว่ะ ไม่พัฒนาอะไรแล้วว่ะ เพราะฉะนั้นเราควรพักก่อน ไปทำอย่างอื่นแล้วค่อยกลับมาคิดใหม่ เพื่อมองภาพให้กว้างขึ้น มองไกลขึ้น บางทีเราขลุกอยู่ตรงนั้นจนมองไม่เห็นอะไร

Q: มีเพลงอะไรที่ทุกวันนี้เล่นเท่าไรก็ยังไม่รู้สึกเบื่อบ้าง

แบงค์: ในฐานะนักร้อง…ผมว่าผมหลุดจากคำว่าเบื่อของตัวเองไปแล้ว ยอมรับว่าเมื่อช่วง 10 กว่าปีที่แล้ว ผมมีช่วงเบื่อ ทำไมผมต้องร้องgr]’ ‘เช็ดน้ำตา’ เดือนหนึ่งหลายรอบมาก แล้วมันผ่านการร้องมาเป็นพันๆ ครั้งแล้ว ทำไมเราต้องร้องอีก? แต่พอเรากลับมาแล้วตั้งสติว่าเราพูดอะไร สื่อสารอะไร จะส่งให้ใคร คำว่าเบื่อมันเลยไม่มีละ กลายเป็นว่าเหมือนเราร้องเพลงนี้ครั้งแรกในทุกๆ ครั้ง

แฮ็ค: ‘ใส่ร้ายป้ายสี’ ครับ เล่นกี่ครั้งก็มัน ถึงท่อนที่คนจะแหกปาก เขาก็แหกปากเหมือนเดิม เน้นสะใจครับ (หัวเราะ)

สุ่ม: ผมจะคล้ายๆ แบงค์ครับ คืออย่างเพลง ‘เช็ดน้ำตา’ หรือ ‘รับได้ทุกอย่าง’ ถ้าเรานับตั้งแต่เพลงออกมา เราก็ต้องไปเล่นงานโปรโมท เล่นในรายการวิทยุ เล่นสด และงานจ้าง เพลงนี้เหมือนเป็นเพลงบังคับเลย ก็รู้สึกเบื่อ แต่พอกลับมาตอนนี้คือกลายเป็นชอบ สามารถหลับตาเล่นได้แล้ว ไม่ต้องคิดอะไร จะเล่นไปแบบไม่มีสมาธิโดยที่เราเอาจิตใจไปคิดเรื่องอื่นก็ยังได้ (หัวเราะ) มันไปของมันเอง พอได้เห็นคนร้องตาม ก็มีความเซอร์ไพรส์นะ เพราะเราเคยเบื่อเพลงนี้ แต่คนที่เข้ามาดู ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า เขาก็ร้องเพลงนี้เต็มที่ตลอด ทำให้เรามีความสุขเวลาเล่นไปด้วย

ยักษ์: ของผมคงจะเป็น ‘It's Gonna Be Ok’ และ ‘หุ่นกระป๋อง’ ผมชอบตีแบบนี้ก็เลยไม่เบื่อ ตีแล้วสนุก เล่นแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก ปล่อยไปฟรีๆ สบายๆ ได้เห็นคนดูยิ้มเวลาร้องเพลงนี้ เราก็ยิ้มไปด้วย

พล: จริงๆ เป็นเพลงใหม่ต่างๆ ที่ได้ทำแล้วนำไปเล่นนี่แหละ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เล่น อย่างเพลงล่าสุด ‘คิด วิเคราะห์ แยกแยะ’ ผมต้องใช้คำว่าเป็นบีทที่โคตรดีดเลย คือมันพอดีมากกับการที่ผมจะยืนอยู่บนเวทีและเล่นกีตาร์เพลงนี้ มันถูกดีไซน์ให้สำหรับการเล่นสด ผมรู้สึกชอบกับการได้เล่นเพลงพวกนี้ครับ

‘แคลช’ (Clash) ]

Q: มีวิธีสร้างความสดให้ตัวเองอยู่เสมออย่างไร เพราะแม้วงจะมีอายุ 18 ปีแล้ว แต่พวกคุณยังมีพลังกับการทำงานอยู่เสมอ

ยักษ์: ถ้ามองง่ายๆ คือเราทั้ง 5 คน มีกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ว่าวันๆ จะอยู่กับดนตรีเพียงอย่างเดียว พี่สุ่มกับพี่พลก็จริงจังเรื่องจักรยานแทบจะเป็นอาชีพอยู่แล้ว พี่แฮ็คก็เล่นฟุตบอล ผมก็วิ่ง พี่แบงค์เล่นกล้าม (หัวเราะ) ทำให้เราสดชื่นอยู่ตลอด

แบงค์: มันเป็นกีฬาใช่ไหม

ยักษ์: ใช่ๆ มันเป็นกีฬา คือพวกเรามีกีฬาเป็นส่วนประกอบของชีวิต ทำให้เราสดชื่นอยู่เรื่อยๆ

สุ่ม: คงเหมือนกับการที่เราไปสนุกกับอะไรบางอย่าง ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ไปซึมซับบรรยากาศอื่นๆ บ้าง อาจจะเหมือนคนได้ไปเที่ยวที่พอได้ไปเปิดหูเปิดตา สูดอากาศ แล้วกลับมาทำงานก็จะเฟรชขึ้นมา เราไม่ได้มีแต่เรื่องงานหรือเรื่องดนตรีอย่างเดียวเท่านั้น

Q: ผ่านมาถึง 18 ปีแล้ว จากเด็กหนุ่มที่ตามหาฝันในนามวง ‘ลูซิเฟอร์’ จนกลายเป็น ‘แคลช’ ในวันนี้ หากจะกลับไปพูดอะไรกับเจ้าเด็กทั้ง  5 คนนั้นบ้าง

พล: ผมก็จะกลับไปบอกตัวเองว่า “ที่มึงทำอยู่ แม่งดีละ มึงคิดถูกละ แล้วเวลาก็พามึงมาถึงวันนี้โว้ยไอ้พล”

แฮ็ค: “เห้ย! พวกมึงโคตรโชคดีเลยว่ะที่เลือกเส้นทางนี้” คือในวันนั้นอาจทุลักทุเลบ้าง กว่าจะมาเป็นวงแคลช ถ้าภาษาบ้านๆ คือดองกันอยู่ 3 ปีนะ กว่าจะหลุดจากตรงนั้นมาได้ เราก็เดินพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ จากเด็กวันนั้นที่เล่นกีตาร์ไม่มีสำเนียง เราก็พัฒนามาจนถึงวันนี้ ถือมาได้ไกลละ

สุ่ม: คงบอกตัวเองว่า “อย่ากินเยอะ เดี๋ยวอ้วน” (หัวเราะ) จริงๆ ก็นึกไม่ออกครับ เคยคิดว่าถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองได้ ก็คงแอบมองแหละ จะได้รู้ว่าที่มันทำไปอ่ะมีบางเรื่องที่ผิดพลาดเหมือนกันนะ หรือไม่ก็คงแอบมองแล้วขโมยตังค์มันซะเลย

ยักษ์: ก็คงกลับไปบอกว่า “เออ…เอ็งโชคดีนะ” ส่วนเรื่องดนตรีคงไม่ได้บอกอะไรมากมาย คงจะไปบอกให้ออกกำลังกายเยอะๆ ตั้งแต่แรกมากกว่าครับ เพราะถ้าเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่ตอนนั้นคงจะแข็งแรงกว่านี้ คงวิ่งได้ดีกว่านี้ เพราะตอนนี้วิ่งได้ค่อนข้างแย่มาก

แบงค์: ผมไม่รู้สิ…แต่ผมควงแอบมองแหละ ผมคิดว่าถ้าผมกลับไปพูดอะไรกับเขาในวันนั้น คงจะไม่ใช่แบงค์ในวันนี้ มันจะถูกบิดและบิดไปเรื่อยๆ จนไม่ใช่วันนี้ อืม…ผมคงยืนมองเขาเฉยๆ แหละ

Q: ในฐานะศิลปินมีอะไรที่ถ้าได้ทำแล้วจะ ‘ตายตาหลับในแวดวงดนตรี’

พล: อยากเล่นที่ราชมังคลากีฬาสถานสักครั้งหนึ่ง ไม่รู้เป็นไปได้หรือเปล่านะ เป็นแค่ความฝัน เหมือนที่เห็น Bodyslam เล่นที่ราชมังฯ สุดยอดมาก เล่นตั้ง 2 รอบ พี่ชัชมือแหกไปเลย ถ้าเรามีโอกาสและทำได้คงอยากไปถึงจุดนั้น กับอีกเรื่องหนึ่งคือการได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงที่ดีต่อไปเรื่อยๆ เพื่อความสุขของเราและคนฟังครับ

แฮ็ก: ผมมีความฝันอยากจะเล่นเป็นวงเปิดให้กับ ‘Metallica’ สักครั้ง นั่นแหละความฝัน วงกำลังจะมาเล่นที่ไทยครับ

แบงค์: ทัวร์ล่มไปแล้วไม่ใช่เหรอ นักร้องนำบำบัดอาการติดเหล้า (สมาชิกในวงมองหน้ากันเลิกลั่ก)

พล: อ่ะ! งั้นเปลี่ยนละกัน ความฝันของพวกเราล่มซะแล้ว… อีกเรื่องหนึ่งที่อยากทำคือ อยากฟีเจอริ่งกับวง ‘BNK’ ครับ (pbh,) อันนี้ส่วนตัวครับส่วนตัว

แบงค์: ผมคิดแค่ว่าอยากร้องเพลงให้นานที่สุด ร้องเพลงไปนานๆ มีศิลปินหลายท่านที่รู้สึกว่าตัวเองอายุมาก แล้วก็บอกว่าตัวเองอายุมาก ในขณะที่ศิลปินอีกจำนวนหนึ่งอายุมากแล้ว แต่บอกว่าตัวเองอายุยังไม่มาก ยังเปรี้ยวอยู่ ผมว่ามันเป็นจิตวิทยานะครับ ทำให้เรายังสดและซ่าอยู่ พอเป็นอย่างงั้นได้ไปเรื่อยๆ สิ่งที่เราอยากจะทำก็จะโผล่มาเรื่อยๆ เอง ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าอยากทำอะไรเป็นสิ่งสุดท้ายถึงจะตายตาหลับสักที อาจคิดไม่ออกตอนนี้ แต่อาจจะคิดออกในวันข้างหน้า เป็นเรื่องของอนาคตมากกว่า ขอแค่ให้ได้ร้องเพลงไปเรื่อยๆ ได้อย่างนี้ก็พอครับ

ยักษ์: ของผมเป็นฝันที่ฝันเฟื่องมาก…อยากกลับไปขายซีดีได้อีกครั้ง อยากเป็นวงที่ขายแผ่นซีดีได้ มียอดขายที่จับต้องได้ มีอัลบั้มออกมาแล้วเราก็มานั่งลุ้นกันว่าชุดนี้จะขายได้มั้ยวะ เพราะตอนนี้มันลอยๆ คงจะเหลือแค่คนอย่างพวกผมมั้งที่ยังคงซื้อแผ่นซีดีอยู่ 

Q: คำถามสุดท้าย…ลุคใหม่ในการกลับมาครั้งนี้สำหรับเพลง ‘คิด วิเคราะห์ แยกแยะ’ ทำไมต้องสวมสูทกันด้วย

แบงค์: สะท้อนว่าเป็นผู้มีวุฒิภาวะในสังคมแล้วครับ 

พล: โห! แต่ถ้าไปเล่นคอนเสิร์ต สวมชุดนี้ไม่ได้เลยนะ แม้กรมอุตุฯ จะประกาศว่าไทยเข้าสู่หน้าหนาวแล้วก็ตาม

สุ่ม: ถ้าใส่ชุดนี้ไป เหงื่อคงท่วมเหมือนตกน้ำแล้วขึ้นเล่นคอนเสิร์ต (หัวเราะ)