เรื่องเด่น

จากโตมาไม่โกง ถึงตื่นรู้สู้โกง

Published 7 มี.ค. 2019

By Rabbit Today

Corruption-scoop-Rabbit-today-banner

‘คอร์รัปชัน’ เป็นคำที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก เหมือนถูกฝังชิปไว้ในหัวว่านี่ เป็นคำน่าชิงชังรังเกียจ แต่แปลกไหมว่า ยิ่งโตขึ้น คำคำนี้กลับกลายเป็นความคุ้นชิน หลายคนยอมรับและยินดีอยู่ร่วมกับมันได้

ชวนกันล้อม ‘วงเล่า’ วันนี้ เห็นว่าใกล้ถึงวันเลือกตั้ง จึงอยากกระตุกเตือน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ‘การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์’ และภาพจำของคนไทยที่มีต่อนักการเมืองคือ ‘โกงกิน’  

ต้องยอมรับว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ทำลายสังคมอย่างรุนแรงและฝังรากลึก เป็นปัญหาที่สะท้อนวิกฤตการณ์ด้านคุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคม ซึ่งการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คนในสังคมต้องมีค่านิยมในการรักความดี และรู้สึกไม่ยอมรับพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน หรือการโกงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน 

การสร้างค่านิยมที่ถูกต้องนี้จะเป็นรากฐานสำคัญเพื่อทำให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ได้ผลที่สุด 

หลายปีก่อน ย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ.2541 ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ได้ดำเนินกิจกรรมเด็กในทุกรูปแบบ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการรักความถูกต้องและมีความกล้าหาญทางจริยธรรม เช่น การจัดค่ายอบรมเยาวชนเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยต้านคอร์รัปชัน การจัดทำหนังสือสำหรับเด็ก การประกวดเรียงความ การประกวดภาพเขียน ละครเด็ก และการโต้วาที เป็นต้น

ต่อมาเมื่อกรุงเทพมหานครมีนโยบายที่จะเอาจริงเอาจังต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ผู้บริหารกรุงเทพมหานครได้ปรึกษากับศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม และองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย เพื่อขอให้จัดทำหลักสูตรเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน สำหรับใช้ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 

จึงเกิดเป็นหลักสูตร ‘โตไปไม่โกง’ ขึ้น ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม และองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตร ‘โตไปไม่โกง’ โดยมีที่ปรึกษาอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มาร่วมให้ข้อคิดเห็น โดยมีหลักการสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้เด็กนักเรียน เริ่มดำเนินการปีแรกใน พ.ศ.2553 โดยจัดทำหลักสูตรและอบรมครูผู้สอน เพื่อนำไปใช้จัดการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาล 1 จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 

และดำเนินการอย่างต่อเนื่องใน พ.ศ.2554 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของการดำเนินโครงการ ที่ขยายขอบเขตของเนื้อหาหลักสูตรให้ครอบคลุมระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และ พ.ศ.2555 ได้ดำเนินการออกแบบเนื้อหาหลักสูตรสำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 พ.ศ.2556 ได้ดำเนินการผลิตหลักสูตรระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 พ.ศ.2557 ได้อบรมครูผู้สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมปลาย

กับอีกหนึ่งโครงการที่ขยายกลุ่มนอกเหนือจากเด็กและเยาวชน นั่นคือ  ‘คนไทยตื่นรู้สู้โกง’ โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยลุกขึ้นมาต่อต้านการโกงทุกรูปแบบ และร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ 

ที่ผ่านมาองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันมีการตรวจสอบการทุจริตทุกรูปแบบ อาทิ ต่อสู้คดีทุจริตจำนำข้าว ต่อต้านการนิรโทษกรรม ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน และมีเครือข่ายภาคประชาชนถึง 900 คนทั่วประเทศ โดยจัดทำโครงการข้อตกลงคุณธรรมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วม ซึ่งสามารถช่วยประหยัดงบประมาณให้รัฐได้ถึง 25,128 ล้านบาท และได้เปิดโปงขบวนการคอร์รัปชัน นับ 1,000 โครงการ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์กรที่ต่อต้านโกงมาตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไป อาจมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ ถ้าเรามีรัฐบาลที่ไม่ดี ก็หวั่นเกรงว่าอาจจะมีการแทรกแซงการทำงานขององค์กรได้

จึงจำเป็นที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันเฝ้าระวังการโกง โดยเฉพาะการโกงเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง ที่ผ่านมามีหลายตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า การนิ่งเฉยอาจต้องรับเคราะห์แทน ดังนั้น หน่วยงานราชการจะต้องไม่นิ่งเฉย ยอมให้เกิดการโกงกินภายใต้งานที่กำกับดูแล หน่วยงานเอกชน เป็นไปได้หรือไม่ที่ในองค์กรจะตั้งเป้าหมายว่า จะไม่จ่ายสินบน และในส่วนของเยาวชนเอง จะต้องแสดงพลังให้ผู้ใหญ่เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการการโกง 

กงล้อของการ ‘ตื่นรู้สู้โกง’ ไม่ได้ใหญ่เกินกว่าพลังของพวกเราทุกคนที่พร้อมใจกันลุกขึ้นมาทำต่อ เราสามารถผลักดันให้มันเริ่มขยับได้ และหมุนต่อเนื่องไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อย่าให้ใครมาหยามว่าเรื่องต้านคอร์รัปชัน มีแต่คนพูด ไม่เห็นมีคนทำ แต่ต้องทำมันทุกวัน ตื่นรู้สู้โกงทุกๆ วัน คำนี้อาจฟังใหญ่ แต่จำเป็นและสำคัญ…‘อย่าให้คนโกงมีที่ยืนบนแผ่นดินไทย’

จากโตมาไม่โกง ถึงตื่นรู้สู้โกง,สกู๊ป,Rabbit Today

องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ได้เผยแพร่รายงานผลการจัดอันดับความโปร่งใส สถานการณ์คอร์รัปชันจากทั่วทุกมุมโลกในปี 2018 ที่ผ่านมา พร้อมค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ปี 2018 หรือ Corruption Perception Index 2018 ซึ่งเป็นการจัดอันดับที่ได้ทำเป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1995

ผลการจัดอันดับความโปร่งใสสถานการณ์คอร์รัปชันในปี 2018 สะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศส่วนใหญ่ล้มเหลว จึงส่งผลต่อวิกฤตประชาธิปไตยทั่วโลก 

ประเทศที่มีประชาธิปไตยเต็มใบมีคะแนนเฉลี่ย 75 ประเทศที่ประชาธิปไตยครึ่งใบมีคะแนนเฉลี่ย 49 คะแนน ส่วนประเทศที่มีการปกครองระบอบผสมผสานมีคะแนนเฉลี่ย 35 คะแนน ส่วนประเทศเผด็จการมีคะแนนเฉลี่ย 30 คะแนน
โดยประเทศไทยได้คะแนน 36 คะแนน ลดลงจาก 37 อยู่ในอันดับ 99 จาก 180 ประเทศ ซึ่งลดลงจากปี 2017 ที่ได้คะแนน 37 คะแนน และติดอันดับที่ 96 จาก 180 ประเทศ