เรื่องเด่น

อารมณ์ ‘ดามาติก’ ของ ‘ดา เอ็นโดรฟิน’

Published 3 ก.ค. 2019

By ณัฐพล ช่วงประยูร

อารมณ์ ‘ดามาติก’ ของ ‘ดา เอ็นโดรฟิน’

เรื่องน่าประหลาดใจเกิดขึ้นกับผมขณะเปิดเพลงฟังระหว่างเดินทางไปพบ ‘ดา เอ็นโดรฟิน’ ด้วยเพิ่งตระหนักว่าตนเองสามารถฮัมเพลงตามเธอได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และครบหมดทุกเพลง

ใช่ครับ, บทเพลงของดาฝังอยู่ในหัวตั้งแต่เมื่อไร…ไม่รู้เนื้อรู้ตัว กับยังเชื่อต่อไปว่า ผมไม่ได้เป็นอยู่คนเดียวหรอก  แต่ทุกคนที่เติบโตมากับบทเพลงดังของดาก็เป็น

วันนี้เธอกลับมาพร้อมพลังของชีวิตที่เคี่ยวกรำจนถึงเวลาตกตะกอนทางความคิด ซึ่งครั้งนี้ดามีโอกาสได้ร่วมงานกับเหล่าศิลปินดัง นักแต่งเพลงชั้นนำ และนักดนตรีมากฝีมือ จนเกิดเป็น ‘Damatic’ (ดามาติก) ดิจิทัลอัลบั้มล่าสุด

จาก ‘เพื่อนสนิท’ ผู้เป็น ‘สิ่งสำคัญ’ ที่ ‘ไม่รู้ว่าเราคบกันแบบไหน’ มาจนถึง พ.ศ.นี้ ดาปล่อย 5 ซิงเกิล ร่วมกับ 3 ศิลปิน และ 2 นักแต่งเพลง ที่รวมพลังกันปั้นงานดนตรีให้พวกเรารู้สึกปลื้มปริ่มและอิ่มเอมในอารมณ์…‘Damatic’

Rabbit Today นั่งลงและพูดคุยกับสาวมาดมั่น วันนี้เธอมาในชุดสไตล์ดิสโก้ ฟังก์ ดาเป็นนักร้องสาวปลายยุคคาสเซ็ตต์ที่ปัจจุบันผันตนเองสู่การเป็นเอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์ ในยุคดิจิทัลดาวน์โหลด 

ไม่ผิดถ้าบอกว่า ‘ดา เอ็นโดรฟิน’ เป็นนักร้องหญิงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในช่วงชีวิตการฟังเพลงของพวกเรา


Q: ถ้าเราไม่เรียก ‘ดา เอ็นโดรฟิน’ อยากให้เรียกคุณว่าอะไรดี 

A: จริงๆ ชื่อลูกตาลนะคะ...แต่เพื่อนเรียก ‘ธนิดา’ หรือสั้นๆ ว่า ‘ดา’ ดีแล้วละที่ไม่ใช่ ‘ตาล เอ็นโดรฟิน’ ดูไม่อลังการ ดูอย่าง Rihanna สิ เขาก็ไม่ได้ชื่อ Rihanna เขาชื่อ Robyn  

Q: หลังจบสัญญาการทำงานกับค่ายเพลงมา 3 ปีแล้ว คุณก็เริ่มต้นสิ่งใหม่ของตัวเอง เกิดเป็นโปรเจ็กต์ Damatic  ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย

A: ดาไม่ได้เซ็นสัญญากับค่ายมา 3 ปีแล้ว แต่การที่ GMM Grammy เป็นบ้านหลังเดียวของเรา ก็ไม่ได้หมายความว่าดาจะต้องเป็น Independent แล้วไปเซ็นสัญญากับค่ายใหม่ ตรงนี้ไม่เคยคิด แต่มันคล้ายว่า ตอนนี้เราโตแล้ว ด้วยแนวคิดอยากไปช้อปปิ้งแรงบันดาลใจใหม่ๆ รวมถึงคนร่วมงานต่างๆ ด้วย ซึ่งก็มีร่วมโปรเจ็กต์กับศิลปินต่างๆ อยู่ตลอด และในครั้งนี้ก็มาร่วมกับ GMM เพื่อทำดิจิทัลอัลบั้ม Damatic 

Q : เดี๋ยวนี้ใครสนใจเพลงแทร็กไหน ก็เก็บเป็นเพลย์ลิสต์เฉพาะตัวไว้ฟัง คนอื่นเขาทำซิงเกิลเดียว แต่ดากลับจัดเต็มเป็นเซตให้เลย

A: ถูกต้อง พอมี Joox มี Spotify คนเก็บจัดเป็น Playlist เลยเป็นเหตุผลที่เกิดดิจิทัลอัลบั้มนี้ขึ้นมา เพราะเพลงชนิดซิงเกิลอายุงานสั้นมากๆ เพราะฉะนั้น...เพลงเดียวไม่ออกจ้า ออก 5 เพลงทีเดียวเลย (ยิ้ม) ความสนุกของมันคือ การที่เราได้ช้อปปิ้งจากที่ต่างๆ แล้วเอามาใช้ในโปรเจ็กต์ของเรา นั่นคือที่มาของแขกรับเชิญที่มาร่วม 3 คน และ 2 นักแต่งแพลงใน Damatic ครั้งนี้

Q: 3 ศิลปิน กับ 2 นักแต่งเพลงในอัลบั้ม มี 5 เพลง ใครสร้างสรรค์ตรงไหนกันบ้าง

A: 3 ศิลปิน 3 รสชาติ ที่ร่วมร้อง คือ The Parkinson (เดอะ พาร์กินสัน), Twopee (ทูพี) แล้วก็ SYPS (ซิพส์) และซิงเกิลเดี่ยว 2 เพลง ซึ่งทำงานกับพี่หนึ่ง-ณรงค์วิทย์ ในรอบ 10 ปี ชื่อเพลง ‘คำอำลา’ แล้วก็พี่หมู Muzu มาช่วยเขียนเพลง ‘ฉันยังอยู่’ แต่ละอันแต่ละรสได้ความแตกต่าง และเรารู้สึกว่านี่แหละ...มันเป็นสิ่งที่นักร้องที่อายุงานเกิน 10 ปี เริ่มมีความสนุกสนานและหลากหลายมากขึ้น ได้ทำงานกับคนที่อยากทำด้วย ซึ่งเป็นศิลปินนอกค่ายบ้าง

Q: เริ่มจาก The Parkinson ทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง

A: ดาชอบ The Parkinson เพราะเขาคือความเป็น R&B กับ Soul พ.ศ.นี้ และด้วยเหตุผลที่วงนี้มีเพลงชื่อ ‘เพื่อนรัก’ ซึ่งมันสัมพันธ์กับเพลงเดิมของดา คือ ‘ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน’ เลยอยากให้นามปากกาของเขามาร่วมอยู่ในงานของเรา 
เลยออกมาเป็นเพลง ‘ระหว่างเรา...คืออะไร’ (Da x The Parkinson) โดยให้เป็นโปรดิวเซอร์ กับเขียนเนื้อ และดาเรียบเรียงทั้งเมโลดี้ ทำนอง กับคอร์ดนิดหน่อย ดาเสนอกานต์ (นักร้องนำของวง The Parkinson) ว่า เพลงคู่มันไม่จำเป็นต้องร้องเมโลดี้เหมือนกันทั้งชายหญิง อย่างนั้นฉันแต่งท่อนฉัน เธอแต่งท่อนเธอไป 

อารมณ์ ‘ดามาติก’ ของ ‘ดา เอ็นโดรฟิน’,Rabbit Today

Q: แต่เราได้ยิน ‘ไม่ต้องรู้ว่าเรานั้นคบกันแบบไหน’ แทรกอยู่ใน ‘ระหว่างเรา...คืออะไร’ ด้วยนี่

A: ถูก มันคือภาคต่อของเพลง ‘ไม่ต้องรู้ว่าเรานั้นคบกันแบบไหน’ มันคืออารมณ์ที่ผู้ชายถามผู้หญิงว่า อยู่กันมาตั้ง 10 ปี แล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นแบบไหน ดาให้โจทย์กานต์ไปแค่นั้นเลย

Q: แล้ว Twopee ล่ะ

A: ดาเห็นโต้ง Twopee มาตั้งแต่ปีแรกที่เข้าไปอยู่ค่ายไทเทเนียม และเราเจอกันในงานปาร์ตี้ โต้งบอก “พี่ วันหนึ่งผมต้องร้องเพลงกับพี่ให้ได้เลย” จากนั้นก็ผ่านไป พอวันหนึ่งไปทำงานกับ SouthSide ของไทเทฯ ก็ได้เจอโต้งอีก มีโอกาสร่วมงานกัน และรู้ได้เลยว่าเด็กคนนี้มีของ มันต้องมาแรง “ฉันทำนายว่ามันต้องเป็นทายาทอสูรของไทเทเนียม เป็น Generation ต่อไป” แล้วเราก็ได้เห็น Southside มาสู่ Twopee อ่ะ...ถึงเวลาซะที

Q: ได้เบอร์แรง R&B กับ Soul มาแล้ว ทีนี้เลยช้อปปิ้งแร็ปเปอร์ตัวกลั่นมาร่วมด้วยอีกคน

A: ถูก...โต้งกลายเป็นตัวแทนแร็ปเปอร์รุ่นล่าสุด เลยรู้สึกว่า ฉันต้องหาโปรเจ็กต์มันๆ อันไหนให้โต้งได้แร็ปซะแล้ว ในใจคิดถึงพวกหัวขบถขึ้นมา เพลงของโต้งก็เลยกลายเป็น Revolution การปฏิวัติตรงนี้ ดาเขียนเพลงร่วมกับพี่หมู Muzu คนละครึ่ง มองว่าคนเราชอบเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสร้างความประทับใจ อย่างเปลี่ยนตัวเองให้แฟนเราชอบ...แต่สุดท้ายระเบิดลงจ้า เพราะการที่เราไม่เป็นตัวของตัวเอง ต่างคนต่างเปลี่ยนตัวเอง เพื่อให้ความรัก 2 ปีแรกนี่ดูเป็นปีที่แบบว่า...เธอคือคนในฝันของฉันเลย...สุดท้าย...ไม่ทำแล้วเว้ย! เลยกลายเป็น Revolution เรารู้สึกว่าแร็ปมันเหมาะกับความขบถ และการกบฏมาก

วันที่อัดเพลงกัน น้องปราง--แฟนโต้งมา แล้วโต้งแต่งแร็ปสด เราก็แซวกันว่า...โต้ง อินเนอะ (หัวเราะ) ซึ่งมันดีกับงาน ดาว่าแร็ปมันเหมือนเพลงร็อกอย่างหนึ่งค่ะ คือมันจริง มันต้องมาจากอินเนอร์ว่าเราเจ็บ เราทนไม่ไหว ไม่เอาแล้ว ให้โจทย์ไปแล้วโต้งแร็ปมันมาก ต้องไปฟังท่อนแร็ปของโต้งค่ะ

Q: ศิลปินคนที่ 3 นี่มาจากหัวใจ เล่าเรื่อง Alex SYPS ให้ฟังหน่อย

A: (ยิ้มปลื้มปริ่ม) ค่ะ Alex คือชื่อจริง หรือในนิกเนมฝั่งสร้างสรรค์คือ SYPS เพลงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เราคบกันใหม่ๆ เพราะช่วง 2 ปีแรกนี่เป็นอะไรที่เราตื่นเต้นกับการแต่งเพลง เพราะเขาเป็นนักแต่งเพลง ช่วงที่ออกไปใช้ชีวิตเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทางดาก็ไปเรียนดนตรีมาเพิ่ม อเล็กซ์ไปเรียนโปรแกรมต่างๆ รู้สึกว่าชีวิตของคนโลกเดียวกันโคจรมาเจอกันสุดๆ

พอเริ่มแจมคีย์บอร์ด แล้วก็ได้ Hook นี้มาก่อนเลยค่ะ ‘You’ll be mine You’ll be mine when it’s over You’re mine’ เริ่มจากแค่นี้ ยังไม่มีท่อน Verse แต่เฮ้ย! เราหาทางที่จะลงเพลงสากลสำหรับโปรเจ็กต์ได้ยากมากในเมืองไทย นอกจากจะเป็นหนัง หรือหนังโฆษณา เลยคิดว่า เฮ้ย! ฉันได้ทำโปรเจ็กต์ของตัวเอง งั้นก็งัดเพลงส่วนนี้มาพัฒนาและปรับปรุงเพลงนี้ขึ้นมาสิ

แล้วก็แต่งท่อน Verse ท่อน Pre ท่อน Hook จนจบ แล้วมันกลายเป็นเพลงสไตล์คู่ (Duet) จริงๆ ที่เป็นเพลงรัก เพราะ Alex เขาเขียนขึ้นมาจากอารมณ์ความรู้สึกว่า คนเราผ่านมรสุมกันมาตลอด 4 ปีกว่า และสุดท้ายก็เป็นของกันและกัน...You’re be mine (ฮัมท่อนที่เขาเคยเริ่มด้วยกัน ด้วยสีหน้าเขินไม่เลิก)

Q: อื้อฮือ...แสนหวาน...นนน (แซว) สวีตกันแค่ไหนกับพ่อหนุ่มเชื้อสายอเมริกัน-กรีกคนนี้

A: อเล็กซ์จะเป็นคนที่มีมุมสวีตมากกว่าดา เขาจะกอด หอม หรือให้ความใกล้ชิดกับเรา เขามีคำหวานๆ ให้เสมอ คือเขา หนึ่ง-ด้วยความเป็นลูกคนเดียว สอง-ด้วยความที่เขาโตมาในสังคมและวัฒนธรรมการแสดงออกซึ่งความรัก ขณะที่ดาเป็นสายร็อก (หัวเราะ) มันก็จะมีความต่างกันในมุมสวีตนิดส์...นึง

แล้วเขาเก็บเรื่องราวจากเหตุการณ์ต่างๆ ใส่เนื้อเพลงหมด อย่างเช่น เราเจอกันในค่ำคืนหนึ่ง ตอนนั้นมีเพลง Back To You ของ John Mayer ดังขึ้นมา ละเอียดยิบ (เขินยาวๆ ไป)

Q: เห็นเนื้อครั้งแรกแล้วแบบ...

A: ประทับใจเลยค่ะ คือ ‘2 a.m. radio favourite song brings me back to you’ และก็ Hook ที่เคยเริ่มไว้ก่อนหน้านั้นเกือบ 4 ปีไม่เปลี่ยนเลย Amazing มาก ดาคิดว่าทุกอย่างมันมีเหตุผลของมัน บางทีบางเรื่อง...เราไปเร่งมันไม่ได้

อารมณ์ ‘ดามาติก’ ของ ‘ดา เอ็นโดรฟิน’,Rabbit Today

Q: งานนี้ ลงเครดิตได้เลยว่า ดา เอ็นโดรฟิน คือ Project producer ดิจิทัล อัลบั้ม ‘Damatic’ ของตัวเอง

A: ใช่ๆ เรียกว่าหลอนเลยค่ะ หลายครั้งนอนไม่ค่อยหลับ กลับบ้านไปมีคำถามก่อนนอนตลอดว่า ‘วันนี้ชอบหรือยัง’ ‘ใส่กีต้าร์ตรงนี้ไป...แล้วมันควรมาตอนนี้หรือเปล่า หรือว่ามาตอนไหน’ ฯลฯ การเป็น Executive producer มันต้องกำกับดูแลภาพของอัลบั้มด้วยค่ะ ซึ่งดาแฮปปี้นะ เพราะมันจัดการได้จนกว่าจะเป็นสิ่งที่เราอยากให้มันเป็น

Q: ‘Damatic’ ทำให้ดาได้เห็นอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง

A: ข้างในของดามี 2 ด้านนะ ทั้งแบบจริงจังและอ่อนไหว แต่พอออกมาเป็น ‘Damatic’ เนี่ย ถือเป็นนิสัยที่แท้จริงของดาเลยแหละ

Q: ชีวิตในวงการบันเทิง 14 ปีที่ผ่านมาของดา สังเกตว่าอะไรบ้างที่หายไปหมดแล้ว และอะไรที่เกิดขึ้นมาใหม่

A: ผมรากไทรของดา (หัวเราะก๊าก...) เป็นแฟชั่นผมที่ตัดกันทุกคนตอนนั้น (นิ่งคิดสักพัก) สิ่งที่หายไปคือวัยมัธยม และก็เทปคาสเซ็ตต์ ทุกสิ่งที่หายไปทำให้เราได้ก้าวสู่โลกความจริง แล้วมันทำให้เราหาตัวตนได้เร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน จากที่เราเห็นการเติบโตของวงการเพลงมาตั้งแต่ดาเป็นแฟนเพลงนักร้องท่านอื่นๆ จนถึงดาเป็นนักร้อง ปีแรก ‘เพื่อนสนิท’ จนขณะที่เรานั่งคุยกันเรื่อง Digital playlist album

สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือสิ่งที่เรายึดมั่นว่า เราต้องทำเพลงดี เราต้องไม่ขี้โกงคนดู เราต้องแสดงออกอย่างจริงใจ มาเต็ม ต้องเหมือนสิ่งที่คนคาดหวังว่า ที่เขาได้ยินกับเล่นสด คือเหมือนกันทุกครั้ง ดาเชื่อว่าทุกคนเขาเข้าถึงอารมณ์เพลงได้ ทุกคนที่ติดตามย่อมเห็นการเติบโตของเรา แล้วทำให้เขาเชื่อในสิ่งที่เราเล่ามาตลอดเวลา 14 ปี

Q : ตลอดเวลาที่ผ่านมา กิจกรรมชีวิต ผู้คน บรรยากาศ หรือสิ่งใดที่เป็นแรงขับเคลื่อน และแรงบันดาลใจในแต่ละวัน

A: เหตุการณ์ที่เราไปเจอ อย่างเช่น วันนี้คุณบอกว่า คุณร้องเพลงดาได้ทุกเพลง หรือแฟนเพลงหลายๆ คู่ พูดว่า “แต่งงานกับแฟนเพราะเพลงพี่นะ” “หนู/ผมไปขอแฟนแต่งงานด้วยเพลง ‘สิ่งสำคัญ’ นะพี่” คือเวลาไปแสดงตามผับ หรือไปทัวร์คอนเสิร์ต มักจะเจอกรณีที่ เฮ้ย! มันไม่ใช่แค่ร้องเพลง คือเรื่องราวของดามันไปอยู่ในห้วงชีวิตของคน ทั้งตอนเขารักกัน เลิกกัน หรือแต่งงานมีลูก พวกเขาทำให้เราเชื่อว่า เพลงมันพาเราไปยังโมเม้นต์ตรงนั้นได้ อย่างสมัยดา เราฟังเพลงพี่ทาทา ยัง เราก็คิดถึงเหตุการณ์ตอนที่เราโตตอนนั้นเป็นฉากๆ จากภาพไทม์แมชชีนย้อนเวลาของแฟนเพลงหลายคน มันมีความหมายมากกว่าการร้องเพลงไปวันๆ ค่ะ

 

เราต้องทำเพลงดี เราต้องไม่ขี้โกงคนดู เราต้องแสดงออกอย่างจริงใจ มาเต็ม ต้องเหมือนสิ่งที่คนคาดหวังไว้ว่า ที่เขาได้ยินกับเล่นสดนี่เหมือนกันทุกครั้ง ทำให้เขาเชื่อในสิ่งที่เราเล่ามาตลอดเวลา 14 ปี

 

Q: เพลงไหนที่ดาเผลอร้องตอนอาบน้ำ ทำครัว หรืออื่นๆ

A: ช่วงนี้ชอบเผลอร้อง ‘ระหว่างเราคืออะไร’ (Da x Parkinson) บ่อย เหมือนเมโลดี้มันซึมเข้าไปในหัวค่ะ

Q: แล้วเพลงไหนที่อธิบายตัวเองได้ดีที่สุด

A: ดาชอบ ‘สิ่งสำคัญ’ ดารู้สึกว่าตอนที่พี่เอก-ผาเรือง ยั่งยืน เขียนเพลงนี้ออกมา โอ้โห! ดาร้องได้เร็วมาก ประมาณ 4 เทก ในห้องอัด ชอบ...เพราะมันมีความหวาน และมีความหนักแน่นไปพร้อมกัน อาจจะฟังดูหวานๆ แต่จริงๆ แล้วคือ ไม่รู้มันดีที่สุดหรือยัง อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปก็ตาม ที่รู้ตอนนี้ฉันก็มีแค่เธอ ฉันพูดได้เพียงว่าตอนนี้รักเธอ “นี่คือสิ่งสำคัญ ที่เรายังอยู่ด้วยกัน สิ่งอื่นใดนั้นมันยังไม่มาถึง...”

Q: ถ้าค้นใน Playlist ส่วนตัวของดา เราจะได้ยินเพลงอะไรบ้าง

A: ถ้าไปร้อง’เกะกับเพื่อน แน่นอน...ก็จะต้องมีของพี่ทาทา “จะบอกเธอวันนี้ให้เธอฟัง...”  ตอนไปยิมก็จะต้องมีแบบ Dua Lipa “One: Don't pick up the phone...” เด้งๆ หน่อย ตอนทำกับข้าวก็จะเป็น Norah Jones ตอนเศร้าๆ อารมณ์ฟุ้งๆ ก็จะฟัง Shallow ของ Lady Gaga ถ้าขับรถ หรือเดินทาง ก็จะแนวมันๆ หน่อย สไตล์ Disco Funk สมัย 80s-90s อย่างเช่น Earth, Wind & Fire, Diana Ross ฯลฯ

Q: ตอนหลังดูคุณชอบเข้ายิม ออกกำลังกายจริงจัง

A: ดาบ้าออกกำลังกายมาก มันมีเหตุผลที่เราต้องแข็งแรง เพราะจะลุยงานอีกหลายอย่าง

Q: แว่วมาว่าจะทำแบรนด์สินค้าของตัวเองด้วยใช่ไหม

A: ค่ะ จะทำแบรนด์ลิปสติกของตัวเอง ทำ Cosmetic Brand พื้นฐานดาชอบแต่งหน้า ชอบสไตลิ่ง ความโดดเด่นของเราคงเป็นปากและตา ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วให้มันเป็นซิกเนเจอร์ไปเลย งานนี้ดาเข้า Lab เองด้วย เริ่มจากพรีเซ้นต์ในมุมแฟชั่นนิสต้าขึ้นมาก่อน ให้มันมีความแปลกประหลาดปนความสวยงาม ในนั้นมีทั้งหรูหราและเปรี้ยวเก๋ Glam หน่อยกับสีที่เปรี้ยวไปเลยอย่างนี้ เป็นอีกเรื่องที่น่าสนุก ทำให้แบรนด์นี้สะท้อนว่า ทุกคนคือ Strong Woman ความหมายซ่อนในการแต่งหน้าทาปาก คือการที่ผู้หญิงเราอยากแต่งอะไรก็ได้ เป็นตัวเราเองที่แท้จากข้างใน

นอกจากนั้นรายได้ 10% จะบริจาคเข้าองค์กรการกุศล มีมุมที่คิดว่า คนเราต้องแบ่งปันและส่งต่อให้คนอื่นด้วย ก็เลยต้องออกกำลังกายหนัก รู้สึกว่าเข้าสู่วัย 30 แล้ว มันจะต้องแข็งแรงให้นาน

อารมณ์ ‘ดามาติก’ ของ ‘ดา เอ็นโดรฟิน’,Rabbit Today

Q: มั่นคง แข็งแรง นี่ดูเป็นของจริงที่มาจากข้างใน

A: ใช่... ให้มันอยู่ตัวเสมอ จนร่างกายมันจำไปเลยว่า มันจะต้องอยู่อย่างนี้ จะ 35 หรือ 40 ก็ยังดูเหมือนตอน 30 อยู่

อีกอย่างคือ ดาไม่อดเด็ดขาด เพราะว่าดาชอบกิน ชอบทำกับข้าว ชอบทัวร์ ไปเจอของกินอร่อยๆ ตามจังหวัดต่างๆ ก็กินเต็มที่ ฉะนั้นแล้วเลยต้องมาเน้นที่การเบิร์น การลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย เวทเทรนนิ่ง สร้างโครงก่อน (Toned) อย่าง Madonna หรือศิลปินระดับโลก โครงแขนเขาจะเป็นโทนขึ้นมา แล้วค่อยมาเข้าคลาสแบบมาราธอนเป็นสเตชั่น เพื่อให้ร่างกายมันไม่เป็นทหารเกินไปค่ะ เพราะเราไม่ใช่ Body builder ออกกำลังกายได้แต่ต้องสนุกกับมันด้วย

Q: โชว์ยาว งานใหญ่ ใช้พลัง แค่ไหนก็เอาอยู่...

A: ใช่! แล้วดาว่ามันเห็นผลนะ เพราะว่าร่างกายดาอยู่แบบนี้มาเป็น 10 ปีแล้วค่ะ แล้วมันก็ฟิตขึ้นเรื่อยๆ เพราะตอนเด็กๆ ได้มัน ได้ปาร์ตี้ นอนดึก ดื่มเยอะ นอน 4 ชั่วโมง ก็ตื่นไปทำงานได้ แล้วเป็นอย่างไรล่ะ...เสียงพัง นั่นเป็น Wake up call ของชีวิตเลยค่ะ ตอนนั้นผ่าตัดเส้นเสียง แล้วมันเป็นสัญญาณเตือนอันใหญ่มากว่า อ้าว! แล้วถ้าแกร้องเพลงไม่ได้...แล้วจะทำยังไง

เอาละ! ในเมื่อปาร์ตี้ได้เป็นพันเป็นหมื่นขนาดนั้น แล้วการซื้อคอร์สออกกำลังกายหมื่นกว่าบาทนี่ไม่น่าจะเสียดายนะ มันเหมือนทะเลาะกับตัวเอง พอได้แล้วหรือยัง บาลานซ์โอเคหรือยัง ถ้าร่างกายมันขออะไรแบบนี้แสดงว่า เรายังบาลานซ์ตัวเองไม่ได้ จากนั้นก็เริ่มรักตัวเองมากขึ้น จัดการตัวเองมากขึ้น

Q: ดูเหมือนชีวิตคุณจะไม่เคยหยุดเรียนรู้ กับต้องทำมันให้ดีขึ้นเสมอ

A: เหมือนอย่างที่เล่าเรื่องอเล็กซ์ หลังเจอเขา ดาไปเรียนร้องเพลงเพิ่ม แม้จะออกเทปมาเป็น 10 ปี ก็ยังไปเรียนร้องเพลงเพิ่ม (ออกเทป!...พากันขำยุคสมัยของคำ) พอเรากลับไปเรียนเพิ่ม ได้จดจ่อมากขึ้น เหมือนไปเล่นโยคะเลย คือคุณครูสอนให้เรียนรู้กล้ามเนื้อจุดต่างๆ ข้างหลังนี่ก็มีกล้ามเนื้อที่เราใช้ร้องเพลงด้วย ไม่ใช่แค่แบบ...ถั่วงาๆ

Q: ฟังดูเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรง เพื่อลุยงาน และพื้นฐานการร้องเพลงให้แข็งแรงต้องมาจากกล้ามเนื้อ

A: ถูก ทำให้เรายิ่งมันกับการทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน แล้วมันลิงก์กันนะ รู้สึกว่านี่แหละ เราลงทุนกับตัวเองไป คือมันคุ้มค่ามาก สิ่งที่เราทำไปแล้วผลลัพธ์ออกมาพร้อมกับการงาน

นอกจากนั้นที่บ้านยังทำห้องซ้อมดนตรีแล้วก็ต้องรู้องค์ประกอบต่างๆ ว่ามีผลอย่างไรกับเสียงและงาน เช่น เพดานตรงนี้ทำให้เสียงเบสดีนะ โฟมไม่ต้องอัดเยอะตรงนี้ คือมันกลายเป็นว่า ผันตัวเองไปอยู่งานเบื้องหลัง ไปอยู่ที่แก่นของมันมากขึ้น เมื่อรู้แล้วว่าเบื้องหลังมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง พออยู่เบื้องหน้าอีก มันทำให้เราตามไปแก้ไขได้ถูก

อารมณ์ ‘ดามาติก’ ของ ‘ดา เอ็นโดรฟิน’,Rabbit Today

Q: พูดได้เต็มปากเต็มคำว่ารู้จริง

A: ร้องๆ ไปเดี๋ยวก็จบ...นี่ไม่ใช่ แต่ในเมื่อถ้าเรายังเล่นคีย์บอร์ดไม่ได้ แต่งเพลงไม่ได้ คุณยังไม่เก่ง คุณจะต้องมีพื้นฐานในเครื่องดนตรีทุกอย่าง ซึ่งดาเล่นคีย์บอร์ดได้ Basic chord ดาเล่นกีต้าร์ได้ Basic chord เพื่อให้เราเข้าไปสู่จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง แล้วสนุกค่ะ เหนื่อยไหม เหนื่อย และใช้เวลาเยอะด้วย แต่ให้ประโยชน์กับชีวิตมาก

Q: มันก็คือโลกของคุณเองนั่นแหละ

A: ใช่ (หัวเราะ) นอกจากตัวคนร้องและซาวนด์ พอรู้ไปถึงเลือกยี่ห้อเครื่องดนตรี วัสดุ รูปแบบ ฯลฯ ทำให้เวลาดาไปคอนเสิร์ตของดาเอง ดาสามารถจะปรับแบบเวที หรือการให้เสียง และภาพรวมต่างๆ ได้ แล้วยังแก้ไขปัญหาจากตรงนั้นได้ อย่างมีเหตุผล แล้วทีมงานแบ็กสเตจก็จะตกใจ เฮ้ย! ดามันรู้ว่ะ (หัวเราะ) อย่าโป๊ะนะ รู้นะ เออ!

Q: สมมติถ้ามีโอกาสได้ออกนโยบายการบริหารบ้านเมืองเกี่ยวกับวงการดนตรี จะดันเรื่องใด และมันจะออกมาเป็นอย่างไร

A: สมมติว่าดาเป็นนายกฯ หรือรัฐมนตรีกระทรวงดนตรี ดาจะจัด Music Festival ทุกปี แล้วเราจะย้ายไปในสถานที่ต่างๆ ในระยะขับรถได้ 3 ชั่วโมง จัดสรร Truck Service, Tent Service ฯลฯ จะเกิดการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนท้องถิ่นในงาน แล้วจัดทีมไปดีลกับอำเภอต่างๆ เพื่อปรับปรุง จัดแจงวิวของโฮมสเตย์และแลนด์มาร์กตรงนั้นให้ดูดีนิดนึง ไปให้ข้อมูลและสำรวจมาว่า ใครจะร่วมบ้าง เชิญจ้า...มาลงทะเบียนกันได้เลย เริ่ม! (หัวเราะ)

Q: แล้วถ้าให้เรียกเบอร์ใหญ่ๆ มาดึงดูดในระดับภูมิภาคให้บินมาดูล่ะ

A: ใช่...ใช่ เอาศิลปินระดับโลกมาสัก 3 เบอร์ เพื่อดึงฐานหลากกลุ่มที่มีกำลังซื้อตั๋วในราคาต่างๆ กัน คอนเสิร์ตเรามี Sam Smith มาหนึ่งเบอร์ ดีเจก็เป็น Diplo มาเล่นตอนเที่ยงคืนหนึ่งเบอร์ วงรุ่นใหม่ดึง 1975 มา จัดเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย ส่วนหนึ่งศิลปินไทยจะได้มีโอกาสทำงานเพลงกับระดับโลก มันคือเกาหลีนะคุณ! เขาถึงเอา Producer ระดับโลกมาช่วย คือการที่เราจ่ายค่าตัวศิลปินต่างประเทศไปแล้ว เราไม่ได้จบนะคะ เราก็ไปเอา Contract เขามา นู่นนี่นั่น กลายเป็น Business International ให้กับศิลปินไทยไปอีก ทำได้ไหมคะ

Q : พูดจบวันนี้ปุ๊บ คุณน่าจะทำโปรเจ็กต์ขึ้นมาเลย เพราะรัฐบาลเพิ่งตั้งพอดี

A : ว้ายยย!!!

อารมณ์ ‘ดามาติก’ ของ ‘ดา เอ็นโดรฟิน’,Rabbit Today

ใช้ชีวิตให้สุด...แล้วสมดุลกับมัน

ขอบเขตที่เคยกั้นเรา

“เราเห็นจากครอบครัวว่า การเก็บๆๆๆ เก็บเงินไว้ยาว ป่วยปุ๊บ ไม่โอเค...อย่างนี้ แล้วได้คืนอะไรให้ชีวิตไหม ดามองย้อนกลับไปตอนเป็นนักร้องใหม่ๆ ช่วงน้ำเต็มแก้ว ภาพลวงตา ดาซื้อบ้านหลังแรกให้พ่อแม่ ก่อนหน้านั้นพ่อแม่อยู่แฟลตตำรวจ ท่านเป็นข้าราชการ เขาจะอยู่ในเซฟโซนว่าทางรัฐดูแล แต่ดานี่อยากเลี้ยงหมา ไม่อยากอยู่แฟลตตำรวจ พออัลบั้มภาพลวงตาได้เงินมาก้อนแรก ซื้อบ้านให้พ่อแม่ มีที่พักของเรา แล้วเลี้ยงหมาพร้อมพื้นที่ให้หมา 2 ตัวได้วิ่งเล่น โอ้ย...ชีวิตมีความสุข ปลดล็อกขอบเขตเดิมที่กั้นเราไว้”

ไปในที่ที่ชอบ

“ตอนไปยุโรปได้เจอหิมะ ได้เล่นสโนว์บอร์ด ได้เห็นน้ำตกไนแองการา อะไรที่แบบเป็น Unseen ดาคิดว่าคนเราควรมีเงินเก็บ เก็บแบบไม่ใช้เลย…ยยย ก้อนหนึ่งค่ะ ไว้ใช้ตรงที่เรารัก ชอบ และฝันหา ใครจะมีความสุขกับการแต่งบ้านแต่งสวน หรือทำอะไรก็ทำไป แต่ของดา เลือกไปในที่ที่ไม่เคยไป ดาว่า ‘ประสบการณ์’ คือสิ่งที่ใครเอาจากเราไปไม่ได้”

อย่าจมกับความเศร้าเหงาเจ็บ

“บอกน้องๆ และเพื่อนๆ ตลอด เพิ่งเลิกกับแฟนใช่ไหม หล่อน...ต้องสวย หลังจากนี้ห้ามให้มันเห็นว่าแกทุกข์ขมตรมเศร้าเด็ดขาดนะ พังไม่ได้ แกต้องออกไปเที่ยว ไปกิน ไปสนุก อันนี้คือมุมที่เราซัพพอร์ตเพื่อนๆ 

“อะไรที่บอกว่าอร่อยต้องได้กิน อยากลองอะไรลอง ไม่ใช่รอจนสายเกินไป เคยเห็นพูดมาหลายคนแล้ว เจ็บป่วยหรือเกิดฉุกเฉินอะไรขึ้นมา สรุป ไม่ได้ทำ บาลานซ์ในชีวิตนี่มันเป็นเรื่องที่สำคัญกับทุกแขนงของอาชีพจริงๆ ไม่ใช่แค่นักร้อง

“เมื่อเคมีในร่างกายมันดี แล้วเราจะได้มีชีวิตที่มีความสุข การที่เราเครียด บางทีเราไม่รู้จากสาเหตุจากอะไร แต่จริงๆ ต้นตอทั้งหมดคือการที่ตัวเองไม่สร้างบาลานซ์ (สมดุล) ชีวิต”

ผลงานของดา เอ็นโดรฟิน

ล่าสุด 2019 เพลย์ลิสต์ 5 ซิงเกิล ในดิจิทัล อัลบั้ม Damatic

  • ฉันยังอยู่
  • คำอำลา (Have To Say Goodbye)
  • ระหว่างเรา...คืออะไร (ร่วมกับ The Parkinson) ภาคต่อของ ไม่รู้ว่าเราคบกันแบบไหนของดา และแรงบันดาลใจร่วมจากเพลง เพื่อนกัน ของเดอะ พาร์กินสัน
  • You'll Be Mine (ร่วมกับ SYPS)
  • Revolution (ร่วมกับ Twopee)

4 สตูดิโอ อัลบั้ม

  • ภาพลวงตา (2550) 
  • Sound About (2551) 
  • แสนแสบ (2552) 
  • ดอกไม้ไฟ (2554)

มินิอัลบั้ม ดรามาติก (2562)

อัลบั้มรวมเพลง 10 (2550-2559)

วิดีโอ อัลบั้ม 3 ชุด

และซิงเกิลรับเชิญอีก 6