เรื่องเด่น

เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา กรมธรรม์ความรักฉบับผู้หญิงคิดบวก

Published 16 มิ.ย. 2019

By ตติยา แก้วจันทร์

เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา กรมธรรม์ความรักฉบับผู้หญิงคิดบวก

เพราะชีวิตไม่แน่นอน ‘กรมธรรม์’ จึงเกิดขึ้นบนโลกนี้เพื่อใช้เป็นหลักประกันชีวิต แล้วสำหรับเรื่องรักๆ ล่ะ จะมีอะไรเป็นหลักประกันให้คนเรามั่นใจว่าความรักครั้งนี้จะยืนยาว

ขอโยนคำถามนี้ไปให้ภาพยนตร์ไทยเรื่องใหม่ ‘Love Battle รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน’ ที่หยิบประเด็นนี้มาเล่นได้อย่างน่าสนใจ จะเกิดอะไรขึ้นหากมี ‘กรมธรรม์รักแท้’ คอยทำหน้าที่เป็นหลักประกันความสัมพันธ์ของคู่รัก และสามารถรับเงินประกันคืนพร้อมดอกเบี้ยหากทั้งคู่ไม่เลิกรากัน ชวนให้ขบคิดว่า ความรักคือสิ่งที่นำมาตีมูลค่าได้จริงหรือ

พบกับผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ในชีวิตการแสดงของนางเอกหน้าสวย ‘เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา’ ในบทบาทพนักงานบริษัทจัดหาคู่ผู้เชื่อมั่นในความรัก เราไม่เพียงแต่ชวนเอสเธอร์สนทนาภาษาหนัง แต่ยังเปิดมุมมองความรักในวัย 25 ของผู้หญิงคิดบวกคนนี้อีกด้วย!

หลักประกันของความรักคือความเชื่อใจค่ะ
พอโตขึ้น…เวลาที่คบใครสักคน
เราอยากหาคนที่มีเป้าหมายร่วมกันเพื่อดูแลกันไปนานๆ

Q: ก่อนหน้านี้เรามักเห็นคุณเล่นละคร ทำไมถึงตัดสินใจมาเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้

A: หลังจากมีการติดต่อมา เอสเธอร์ได้อ่านบทแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจมาก ตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้เลย ‘รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน’ นับเป็นผลงานหนังเรื่องที่ 2 ในชีวิตที่ได้มีโอกาสเล่นค่ะ อีกอย่างคือชอบพล็อตเรื่องมากๆ เพราะปกติเราจะคุ้นเคยกับกรมธรรม์ประกันชีวิตใช่ไหมคะ แต่หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับ ‘กรมธรรม์ความรัก’ น่าติดตามว่าจะเป็นแบบไหน บวกกับสอดแทรกความเป็นคอเมดี้ และดราม่านิดๆ เข้าไปด้วย สดใส ตลก ดูแล้วไม่เครียด มีซึ้งบ้าง หัวเราะบ้าง ได้รับความสุขกลับไปแน่นอนค่ะ

Q: บทบาทที่ได้รับเป็นอย่างไร คาแร็กเตอร์ใกล้เคียงตัวคุณหรือเปล่า

A: รับบทเป็น ‘จี๊ด’ ค่ะ เป็นผู้หญิงที่เชื่อมั่นในความรัก มองโลกในแง่ดี เชื่อว่าความรักไม่สามารถนำมาตีมูลค่าหรือคำนวณสถิติต่างๆ ตามที่พระเอกเชื่อได้ ในขณะที่พระเอกซึ่งรับบทโดยพี่ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย จะเป็นคนเชื่อมั่นในข้อมูล คิดอะไรหรือทำอะไรต้องมีเหตุผลรองรับทั้งหมด คาแร็กเตอร์ของจี๊ดคล้ายเอสเธอร์นะคะ เพราะปกติเป็นคนเชื่อมั่นในความรัก และมองโลกแง่บวกค่ะ

Q: ติดใจเล่นหนังไหม หรืออย่างไรก็ชอบละครมากกว่า

A: ยังรู้สึกว่าเล่นละครง่ายกว่า (หัวเราะ) ในเรื่องของการทำงานที่เห็นได้ชัดคือกล้องมีแค่ตัวเดียว ปกติถ่ายละครจะมีกล้อง 3 ตัว ส่วนฉากหนึ่งแทนที่จะใช้เวลาถ่าย 1 ชั่วโมง ก็ปาไป 4 ชั่วโมง ถ้าเร็วหน่อยก็ 2 ชั่วโมงค่ะ ความยากอยู่ตรงที่เวลาเราเล่น เราต้องเล่นทุกเทคให้เหมือนเดิม อารมณ์เหมือนเดิม และเท่าเดิมทุกครั้ง เล่นไป 10 กว่ารอบ รู้สึกว่ายากมากเลย แต่การเล่นหนังเป็นโอกาสที่ดีให้เราฝึกฝนความสามารถและสั่งสมประสบการณ์นะคะ

สัมภาษณ์ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา,Rabbit Today

Q: ความสนุกสนานของหนังเรื่องนี้ที่ไม่อยากให้พลาดชม

A: จะมีเคสของลูกค้ากรมธรรม์ที่เราต้องเจอ แต่ละเคสนิสัยและบุคลิกแตกต่างออกไป อยากให้ตามไปลุ้นกันค่ะ ว่าแต่ละคู่จะมีเรื่องราวน่าสนใจอย่างไร คู่นี้รักกันดี คู่นี้มีอุปสรรคความรัก แต่ละคู่จะมีตัวแปรอื่นๆ เข้ามาตลอด จะได้เห็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะความแตกต่างทางความคิดของผู้ชายและผู้หญิง มีให้ชมแน่นอนค่ะ  

Q: ผู้ชายมักพูดว่า ผู้หญิงคือ ‘อาร์ตตัวแม่’ แล้วคุณคิดว่าเรื่องไหนของผู้ชายที่เข้าใจยากที่สุด

A: ไม่เข้าใจว่าทำไมบางครั้งเขาไม่พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ จากประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ คือเรารู้แหละว่าเขาต้องการอะไร แต่ว่าทำไมไม่พูดออกมาตั้งแต่แรกล่ะ เราจะได้รู้ว่าเขาอยากทำแบบนี้มากกว่า “ฉันจะได้รู้” (หัวเราะ)  

Q: แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มักไม่พูดอะไรตรงๆ นะ

A: คิดว่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์และจังหวะมากกว่าค่ะ หรืออาจเกี่ยวกับคาแร็กเตอร์ของแต่ละคนด้วย แต่โดยส่วนตัวเอสเธอร์เป็นคนพูดตรงๆ นะ ไม่ค่อยจับผิด คบกันด้วยการพูดคุยมากกว่า เป็นคนไม่ชอบเก็บอะไรไว้นาน ถ้าไม่พอใจก็จะบอกเลย เพราะหากต่างคนต่างเก็บ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งสุดท้ายจะระเบิดออกมา จึงเลือกที่จะพูดออกมาให้เขารู้เลยดีกว่า เคลียร์ๆ ไปเลยค่ะ

สัมภาษณ์ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา,Rabbit Today

Q: เรื่องอะไรที่ทำให้ผู้หญิงที่ชื่อเอสเธอร์งอนได้

A: การอยู่กับโทรศัพท์มากเกินไปค่ะ ถ้าอยู่ด้วยกัน 2 คน แต่มีใครคนหนึ่งจดจ่อกับโทรศัพท์มือถือมากเกินไป อาจไม่ใช่แค่ตัวเขา แต่บางครั้งเราก็เป็นด้วย มันไม่ดีสำหรับทั้งคู่เลยค่ะ เอสเธอร์อาจงอนกับเรื่องพวกนี้ได้ (ยิ้ม)

Q: คุณคิดอย่างไรกับคำว่าอาถรรพ์รัก 7 ปี

A: สถิติเฉลี่ยของคนสมัยก่อนจะเลิกราหลังคบกันนาน 7 ปี แต่สมัยนี้มีโซเชียลมีเดีย คนเจอกันค่อนข้างเร็ว คุยกันเร็ว ทำให้ความสัมพันธ์เฉลี่ยอยู่ที่ 2 ปีก็จะเลิกกัน จึงเป็นที่มาของชื่อหนัง ‘รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน’ แต่เรื่องแบบนี้พูดยากเนอะ คำว่าอาถรรพ์ 7 ปี อาจเป็นเพราะระยะเวลา 7 ปี นานพอให้เรารู้ทุกอย่างของกันและกันเกือบหมดแล้ว ไม่ว่าจะนิสัยส่วนตัว ความคิด และการกระทำ

Q: ในหนังมีกรมธรรม์ 2 ปี เป็นหลักประกันความรัก แล้วอะไรคือหลักประกันในชีวิตจริง

A: ความเชื่อใจของ 2 ฝ่ายค่ะ อยู่ที่ตัวบุคคลเลยว่าระหว่างคบกัน คุณร่วมมือกันมากขนาดไหน มีความคิดและมีเป้าหมายเดียวกันหรือเปล่า พอโตขึ้นเวลาที่คบใครสักคน เราอยากหาคนที่มีเป้าหมายร่วมกัน เพราะถ้าเป้าหมายไม่ตรงกันตั้งแต่แรก สุดท้ายปลายทางเราไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องยากที่จะคบหรือดูแลกันไปนานๆ นอกจากคุณต้องปรับตัวเข้าหากัน ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด และเปิดใจรับฟังกันให้มากขึ้น

สัมภาษณ์ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา,Rabbit Today

Q: มุมมองความรักในวัย 25 เติบโตขึ้นจากเมื่อก่อนมากไหม

A: โตขึ้นมากค่ะ เมื่อก่อนความรักคืออะไรไม่รู้เรื่องเลยค่ะ เวลาคุยกับใคร ฉันเป็นจุดศูนย์กลางของทุกอย่าง ทุกคนต้องปรับเข้าหาฉัน ถ้าไม่ปรับ ฉันไม่ชอบ ไม่คุย ไม่เอาแล้ว อย่างนี้เลยนะ อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักความรักหรือคนที่เรารักจริงๆ แต่เมื่อโตขึ้น เรามีประสบการณ์มากขึ้น ความคิดเปลี่ยนค่ะ เริ่มนิ่งมากขึ้น ใจเย็นมากขึ้น

Q: เห็นคุณทำงานหนักตลอดเวลา ในเรื่องของความรักมีเวลาเติมความหวานให้กันอย่างไรบ้าง

A: เอสเธอร์กับพี่เคน (ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค) ทำงานกันทั้งคู่ ไม่ค่อยมีเวลา แต่ด้วยความที่เราเป็นคนชอบดื่มกาแฟมาก ตื่นเช้ามาอย่างแรกที่ต้องทำเลยคือหากาแฟดีๆ ดื่ม จึงคิดว่าน่าจะมาทำงานอะไรร่วมกันไปเลย เพราะจะได้มีเวลาให้กันด้วย เราเปิดคาเฟ่ชื่อว่า K+E ค่ะ อยู่ในโครงการมาร์เก็ตเพลส รังสิต ที่รังสิตคลอง 1 มีเค้กและขนมปังปิ้งให้กินด้วย เอสเธอร์ไปเรียนทำกาแฟเองด้วย แล้วมาช่วยกันคิดช่วยกันทำร้านกับพี่เคน เราจะได้มีคาเฟ่กาแฟที่ได้เข้าไปนั่งชิลล์ได้ด้วยค่ะ

Q: สุดท้ายนี้ คุณพอใจกับ ‘วันนี้’ ของตัวเองแล้วหรือยัง

A: แฮปปี้นะคะ ไม่คิดว่าชีวิตของเราจะมาถึงจุดนี้ได้ เพราะไม่เคยคาดฝันว่าตัวเองจะมาเป็นนักแสดงมาก่อน วันนี้ของเอสเธอร์มีความสุขค่ะ ได้ทำงานที่ชอบ มีคนรักเรา มีคนตามให้กำลังใจ มีแฟนคลับที่น่ารัก เคยคิดเล่นๆ เหมือนกันว่าหากวันนี้ไม่ได้เป็นนักแสดง ก็คงไปเป็นแอร์โฮสเตสหรือทำงานอยู่ในบริษัทสักแห่ง ดีใจที่ได้รับโอกาสดีๆ จากทุกคนค่ะ (ยิ้ม)