เรื่องเด่น

จักรวาลไปทางไหน ปวีณสุดา ดรูอิ้น

Published 27 พ.ย. 2019

By เอกชยา

ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น

วันที่นัดกันกับฟ้าใส ฟ้าไม่ใส…มีสายฝนเทลงมาแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น และนี่ไม่น่าใช่ฝนสุดท้ายของฤดู แม้ตอนนั้นกรมอุตุฯ จะประกาศว่าเมืองไทยกำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาว 

บนเส้นทางการประกวดนางงามของ ‘ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น’ ก็ครือกัน ท้องฟ้าไม่ได้กระจ่างแจ้ง ตรงกันข้าม กลับเต็มไปด้วยอุปสรรคนานา พบเจอความผิดหวังมาก็มาก เผลอๆ ขมุกขมัวเสียยิ่งกว่าฟ้ากรำฝนเสียอีก  

เอาละ…วันที่คุณอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ฟ้าใสกำลังเก็บตัวอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ในการประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2019 ณ ไทเลบอร์ เพอร์รี่ สตูดิโอ โดยมีกำหนดการตัดสินในวันที่ 8 ธันวาคม (ตรงกับวันที่ 9 ธันวาคม ตามเวลาประเทศไทย) แฟนนางงามคาดหวังให้ฟ้าใสหยิบมงที่ 3 กลับมาให้พวกเราชื่นชุ่มหัวใจได้สำเร็จ หลังประเทศไทยร้างลาตำแหน่งนางงามจักรวาลมานานร่วม 30 ปี 

เชื่อขนมยายกินเลยว่า…ฟ้าหลังฝนยังไงก็ใสกิ๊ง

ถ้าไม่ใช่ลุคนางงามหรือถ่ายแบบ (ชุดไทยที่เห็น เธอใส่เพื่อถ่ายทำวิดีโอประชาสัมพันธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน) ฟ้าใสในวันปกติเป็นยังไง

หนูเป็นคนชิลล์ๆ สบายๆ ค่ะ เป็นแนวขึ้นรถเมล์ กินอาหารฟู้ดคอร์ท กินข้าวข้างทาง ขึ้นรถเมล์เพราะว่าไม่ได้เร่งรีบอะไร และประหยัด สามารถมองวิวทิวทัศน์ได้ และหนูชอบท่องเที่ยว ชอบเล่นจีโอแคชชิ่ง (Geocaching)* มันเป็นเกมที่นิยมมากในแคนาดา และยุโรป คล้ายเป็นจีพีเอส แต่ดัดแปลงมาเป็นแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ และแตกต่างจากโปเกม่อน คือมันมีสิ่งของจริงๆ ให้ คล้ายกับหาสมบัติ แต่วันไหนว่างมาก หนูไม่รู้จะทำอะไร ชีวิตประจำวันก็คือดูหนังดูละคร และตอนนี้กลายเป็นว่าเบื่อๆ ก็ลองเขียนบทละครขึ้นมาเอง

*จีโอแคชชิ่ง เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมานานแล้ว แต่ไม่แพร่หลายในไทย เกมการละเล่นนี้แพร่กระจายไปยังทั่วโลกอย่างรวดเร็วผ่านนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปประเทศต่างๆ ด้วยความคิดที่ว่าในโลกของเรานี้มีสมบัติซุกซ่อนเอาไว้กว่า 2 ล้านชิ้น ซึ่งหนึ่งในสถานที่นั้นคือประเทศไทย 

เขียนบทละครจาก…

ก็เพราะชอบดูละครนี่ละค่ะ เคยไหม…ดูละครหรือดูหนังอะไร แล้วมันจบแบบไม่ได้ดั่งใจ เราเลยคิดเลยว่าถ้ามันจบแบบนี้ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ก็เลยเขียน  

ด้วยลุคของฟ้าใสในวันปกติที่ไม่ได้ทำงาน เดินขึ้นรถเมล์มีคนจำได้ไหม

ล่าสุดมีออกข่าวด้วยนะคะว่าฟ้าใสขึ้นรถเมล์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ยังเหมือนเดิม (ยิ้มกว้าง) ความโชคดีของฟ้าใสคืออยู่ในการประกวดมาตั้งแต่ปี 2013 และทุกคนรู้จักหนูมาตลอด 6 ปี เพราะประกวดมาหลายเวทีอยู่เหมือนกัน ผิดหวังมาตลอด แต่กลายเป็นว่าทุกคนได้รู้จักตัวตนของหนูทั้งบนเวทีและนอกเวที  

ซึ่งแฟนนางงามเห็นฟ้าใสขึ้นรถเมล์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ไม่แปลกค่ะ ขึ้นรถเมล์ ขึ้นเรือ ขึ้น BTS ขึ้น MRT ต่อมอเตอร์ไซค์ แต่รถตุ๊กๆ ไม่ค่อย

ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น

เราเจอฟ้าใสได้ที่สถานีขนส่งสาธารณะไหนมากที่สุด 

MRT พระราม 9 อันนี้จะบ่อยสุด ส่วนรถเมล์มันก็แล้วแต่ว่าตอนนั้นหนูพักอยู่แถวไหน

ปล่อยลงกลางทางในกรุงเทพฯ นี่ไม่หลงแน่นอนใช่ไหม

ไม่หลงค่ะ กรุงเทพฯ ไม่หลง แต่ถ้าเกิดเป็นที่อื่นก็ไม่แน่

ใส่ส้นสูงบ่อยไหม

หนูสูง 181 เซนติเมตรนะคะ คิดว่าไม่จำเป็นต้องใส่ส้นสูงเพื่อให้ดูสูงขึ้นไปกว่านั้น ด้วยความที่หนูชิลล์ๆ ตอนอยู่แคนาดาหนูจะใส่สนีกเกอร์ เป็นเด็กชอบเกี่ยวกับกีฬาอยู่แล้ว เลยกลายเป็นว่าอยู่ที่เมืองไทยก็จะใส่สนีกเกอร์ด้วย แต่บางทีรู้สึกร้อน ก็จะใส่รองเท้าแฟลต หรือคัตชู ประมาณนี้

มีคนบอกว่าส้นสูงคืออำนาจของผู้หญิง คิดเห็นอย่างไรกับประโยคที่ว่านี้

ส้นสูงสำหรับหนูไม่ใช่อำนาจนะคะ มันแค่ส่งเสริมความสง่างาม แต่อำนาจน่าจะมาจากคำพูดมากกว่า ขออนุญาตแย้งว่าอำนาจของผู้หญิงมาจากคำพูด ไม่ใช่เพราะส้นสูงหรอกค่ะ

ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น

ทราบมาว่าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูฟ้าใสมาด้วยความรักความอบอุ่นมากๆ อบอุ่นจนทำให้ทุกวันนี้ลูกสาวไม่ได้ต้องการความรักจากใครเลยหรือเปล่า

(หัวเราะสนุก) เดี๋ยวๆ มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ ความรักในที่นี้หมายถึงหนูยังไม่เจอคนที่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่แล้วกลายเป็นว่าฉันไม่ต้องการความรักจากใครแล้ว แต่ทั้งนี้หนูสามารถใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้แล้วมีความสุข

เคยมีคนมาจีบ หรือเคยไปชอบใครก่อนบ้างไหม

โอ้โห…หนูก็เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีทั้งคนที่แอบรัก และคนที่มาชอบเราเหมือนกันนะ

แล้วทำไมไม่ยอมเปิดใจให้ใครเลยล่ะ ไปสืบมาแล้วว่าฟ้าใสไม่เคยมีแฟน

ยืนยันค่ะ ว่าไม่เคยมี ก็...(นิ่งคิด 5 วินาที) ถ้าสมมติมีคนเข้ามาคุยแล้วคลิกกัน เวลาทำอะไรแล้วสามารถเจอกันครึ่งทางได้ ไม่ใช่ให้หนูไปทางเขาอย่างเดียว และหนูไม่มีทางที่จะบังคับให้เขามาทางหนูฝ่ายเดียวเหมือนกัน มันต้องเจอคนที่คุยอะไรเหมือนกันได้ ค่อยเปิดใจ

ทุกวันนี้อยู่ กทม. คนเดียวลำพังไหม

คนเดียวค่ะ

การเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่มันง่ายหรือยากอย่างไรครับ

จะมองว่าง่ายก็ง่าย มองว่ายากก็ยาก หนูคิดว่าถ้าเรารู้ว่าสถานการณ์ไหน หรือที่ไหนมันอันตราย และไม่ควรไปในช่วงเวลาไหน เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงในช่วงเวลานั้น การอยู่ในเมืองจะว่าง่ายก็ง่าย เพราะเวลาหิว ออกไปนอกบ้านก็หาอาหารได้เลย มีขายอยู่ตรงนั้น ใช้ชีวิตง่าย เดินทางก็โอเค กูเกิลแม็ปปัจจุบันดีมากกว่าในอดีตเยอะเลยค่ะ มันง่ายกับการใช้ชีวิต ถ้าเปรียบเทียบกับในอดีตนะคะ

ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น

หลังมีตำแหน่งเป็น มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ เสียงของเราดังขึ้น และได้ข่าวว่าตอนนี้กำลังทำโครงการ We are one กับก่อนหน้านั้น เคยทำโครงการชื่อ Able ช่วยเล่าให้ฟังสักนิดหนึ่ง

จริงๆ Able มาจากหนูเรียนที่แคนาดา ด้านวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว และเคยเป็นอาสาสมัครในโครงการ ชื่อยาวนิดหนึ่งนะคะ Adapted Physical Activity for Kids with a Disability ประมาณว่าเราจะปรับกฎ กติกา อุปกรณ์ ของการขยับเคลื่อนร่างกายให้เหมาะกับ Disability หรือความพิการของเด็กๆ ค่ะ เช่น เด็กพิการคนไหนชอบบาสเกตบอล แต่เขาอยู่ในวีลแชร์ ก็เปลี่ยนมาเป็นวีลแชร์บาสเกตบอล หรือเด็กคนไหนที่ตาบอด แล้วเขาอยากจะเล่นเกม ก็จะเป็นโกลบอล ปิดตาแล้วฟังเสียงลูกบอลที่มีกระดิ่งอยู่ ตอนนั้นหนูรู้สึกชอบโครงการนี้มากๆ เพราะมันสามารถเสริมความมั่นใจ เพิ่มความมั่นใจให้กับเด็กๆ จากเด็กที่ไม่กล้าจะเลือกอะไร รอคนอื่นเลือกให้ ไม่กล้าทดลองลองเล่นอะไรเลย เพราะกลัวว่าคนอื่นจะไม่เล่นกับเขา หรือกลัวว่าเขาจะไม่สามารถเล่นได้ 

โอเคค่ะ หนูอยากจะเล่นแบบนี้ใช่ไหม ไปเล่นกัน สิ่งที่พบคือเด็กๆ กล้าที่จะชู้ตลูกบาสมากขึ้น เพราะมีการเล่นด้วยกัน เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถจะทำอะไรเหมือนกันได้ ถึงแม้ว่าเขาจะพิการ เพียงแค่เราให้โอกาสและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับเขา หนูนำไอเดียนี้มาที่ไทย เพราะเท่าที่สังเกตที่นี่ยังไม่มีโครงการคล้ายๆ แบบนี้ จึงทำภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Able หนึ่ง มันเป็นอะไรที่ง่ายกว่า…Adapted Physical Activity for Kids with a Disability นะคะ และหลายคนคิดว่าคนพิการคือ Disable คือคิดว่าเขาไม่สามารถจะทำอะไรได้ แต่หนูอยากเปลี่ยนความคิดว่า เขา Able ที่จะทำ เพียงแค่ให้โอกาสเขาแค่นั้น 

เมืองไทยกับแคนาดาไม่เหมือนกันตรงที่เด็กพิการที่นี่เหมือนเขารวมๆ กันแบบหลากหลาย แต่ที่นั่นเขาจะแบ่งเป็นความพิการแต่ละประเภท แต่ละดีกรีของ Disability ที่ไทยเลยยากกับการที่คนคนหนึ่งจะเข้าไปทำกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อเด็ก อย่างเด็กกลุ่มหนึ่งมี 200 คน และมีความพิการที่หลากหลาย จึงยากที่หนูจะเข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึง ดีกรีของ Disability แต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าให้เล่นกีฬาอะไรที่ยากก็อาจจะทำไม่ได้ทุกคน 

คำว่า Able ในที่นี้ จึงหมายถึงเราให้โอกาสเขาสามารถทำอะไรก็ได้เหมือนกับเด็กปกติ อย่างเช่น กลุ่มนี้อยากไปคอนเสิร์ต แต่เขาไปไม่ได้เพราะติดขัดในเรื่องการเดินทาง ก็จัดให้นักร้องไปร้องเพลงให้กับน้องถึงสถานที่ หรือสมมติถ้าน้องอยากวาดภาพ เราก็เอาอุปกรณ์ไปวาดภาพกับน้อง มีวันหนึ่งได้ไปแข่งวิ่งวีลแชร์ มีทั้งน้องที่พิการแขน ขา หนูนั่งแล้ววีลแชร์ไปกับเขา ได้รู้เลยว่ายากมาก แต่สนุกเพราะได้เล่นกับน้องๆ 

กับโครงการปัจจุบันล่ะครับ

โครงการ Able จะเจาะจงเฉพาะเด็กพิการ แต่ We are one ขยายกลุ่มเป็นเด็กที่ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเด็กบนดอย เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด หรือว่าเด็กพิการ คือขยายวงกว้างขึ้น ใหญ่ขึ้น และไม่ได้เจาะจงเฉพาะกีฬา เพราะตอนเด็กตัวหนูเป็นคนที่เข้ากลุ่มกับเพื่อนยาก เนื่องจากย้ายโรงเรียนจากเมืองไทยไปแคนาดาตอนจบ ป.2 ด้วยอุปสรรคของกำแพงภาษา ตอนหนูไปอยู่แคนาดาใหม่ๆ จึงไม่ได้เข้ากลุ่มเพื่อนช่วงเวลาเรียน แต่หลังเลิกเรียนเขาจะมีกิจกรรม เช่น กีฬา ดนตรี หรือศิลปะ ที่หนูไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาเดียวกัน แต่สามารถทำกิจกรรมเดียวกันได้ มันช่วยให้สามารถเข้ากลุ่มได้ หนูเลยเอาความทรงจำดีๆ นี้มาขยาย แทนที่จะเจาะจงแต่กีฬา ก็จะมีศิลปะ ดนตรี เข้ามาเสริม

เปลี่ยนมาคุยเรื่องความสวยความงามกันบ้าง ฟ้าใสไม่เคยศัลยกรรมจริงไหม

จริงค่ะ ไม่ได้แอนตี้ศัลยกรรมนะคะ แต่ไม่คิดจะทำ กลัวเจ็บ ประมาณว่าพอเข็มมาทิ่มหนู หนูกลัว ขนาดฉีดยายังกลัวเลยค่ะ ตอนหมอฟันจะเอาอะไรมาทำให้หนูเจ็บ หนูก็ไม่ชอบ แฮปปี้ที่หนูเป็นหนูแบบที่เห็นนี้  

ซึ่งไม่จำเป็นต้องสวยสมบูรณ์แบบ

ไม่มีใครที่เพอร์เฟ็กต์หรอกนะคะ มาตรฐานของความสวยมันวิวัฒนาการขึ้นไปทุกๆ ปี ทุกยุค ทุกสมัย และทุกประเทศมองความสวยไม่เหมือนกัน  ถามว่าหนูเคยไหมที่ไม่มั่นใจ แล้วอยากจะลุกขึ้นมาทำศัลยกรรม…เคย เพราะมีคนอื่นบอก อันนี้สำคัญมาก คนอื่นจะชอบมาบอกว่าเราไม่สวยในแบบนี้ เธอตาห่างเกินไป เธอไม่มีตาสองชั้น เธอโน่นนี่นั่น จนหนูเคยคิดนะคะว่าอยากจะทำศัลยกรรมตา เพราะหนูไม่มั่นใจในตัวเอง เนื่องเพราะคนอื่นพูด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสวยในแบบของเราเองได้นี่นา แค่ต้องหาว่าเราสวยแบบไหน และมันไม่ใช่แค่ความสวยจากภายนอก แต่ทุกคนที่เข้ามาหาเรา เขามาเพราะว่าเรามีเสน่ห์จากนิสัย จากคำพูด สำหรับตัวหนูน่ะ หาความสวยของตัวเองเจอแล้ว และอยากให้ทุกคนมั่นใจในความสวยของตัวเอง

ฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น

ทราบมาว่าฟ้าใสเป็นคนควบคุมน้ำหนักได้ดีมาก มีเคล็ดลับอย่างไร เพราะจากเมื่อครู่ (ตอนพักรับประทานข้าวกลางวัน) ดูหนูเอ็นจอยอีตติ้งมาก ถึงมากที่สุด

ถ้าไม่ใช่สำหรับการประกวด จริงๆ หนูไม่ควบคุมน้ำหนักนะคะ ไม่คุมเลย ส่วนใหญ่จะอ้วนตรงช่วงแขนกับช่วงท้องก่อน ช่วงท้องนี่ลดยาก แต่ที่ลดยากมากกว่าคือเนื้อข้างหลังบนเอว ตรงนั้นลดยาก…กกกสุด 

แล้วลดได้ยังไง ภายใน 1 อาทิตย์ก็เคยเห็นทำมาแล้ว

หนูเรียนมาด้านวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวนะคะ ซึ่งมีในเรื่องโภชนาการด้วย มีด้านเพอร์เซอร์นัลเทรนนิ่งด้วย แต่เชื่อว่าการจะลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วนั้นขึ้นอยู่กับอาหารและวินัย ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าตัวเองกินอะไรแล้วมันเวิร์ก หรือสามารถลดน้ำหนักได้ ก็ขึ้นอยู่ว่าเราสามารถทำแบบนั้นได้ตลอดหรือเปล่า โดยเฉพาะตอนเย็น หรือตกกลางคืนแล้วอยากกินชีส ช็อกโกแลต ชานมไข่มุก โน่นนี่นั่น เรารู้ว่าว่ากินอย่างนั้นแล้วมันอ้วน หรือบางทีเราแพ้อาหาร หนูเพิ่งสังเกตว่าตัวเองกินขนมปังแล้วท้องจะอืด เหมือนเราต้องหมั่นสังเกตด้วยว่าน้ำหนักที่ขึ้นมานั้น ขึ้นเพราะอะไร

แต่ไม่ใช้วิธีอดอาหารเลยใช่ไหม

ไม่อดค่ะ โดยเฉพาะถ้าอดอาหารมื้อเช้านะ จะกลายเป็นว่าเราอ้วนง่ายขึ้น เพราะเราจะมากินช่วงอื่นแทน จากที่หนูเรียนมา คนที่ลดน้ำหนักยิ่งต้องกินอาหารเช้า แต่กินอาหารเย็นให้น้อย มีคำพูดที่บอกว่า ตอนเช้ากินเหมือนพระราชา กลางวันกินเหมือนพระราชินี และตอนเย็นกินแบบคนยากจน นั่นใช้ได้ผลค่ะ โดยเฉพาะตอนเย็น ถ้าอยากกินอะไรจริงๆ หนูแนะนำเป็นแอปเปิ้ลเขียว เพราะเป็นผลไม้ที่ไม่มีแคลอรี่ ลองดูนะ มันอาจจะยากสักหน่อย ให้กินน้ำเยอะๆ ไปเลยค่ะ มันจะทำให้เราอิ่มไปเอง แต่จะบอกว่า 3 ถึง 5 วันแรกนี่ทรมาน จะหิวโหยมาก แต่หลังจากนั้นร่างกายเราจะคุ้นเคยจะเคยชิน จะยากแค่ช่วงแรก และที่สำคัญเลยจริงๆ คือ You are what you eat ลองมองอาหารที่กินสิว่ามันจะมาเกาะเราในรูปของไขมันหรือไม่ หรือมันจะสลายหายออกไปจากร่างกายเราได้

คำถามสุดท้ายครับ จักรวาลไปทางไหน

ลุ้นเหมือนกันค่ะ หนูเชื่อว่าทุกคนก็คงลุ้นเหมือนกันกับหนูว่าจักรวาลไปทางไหน ต้องติดตามและเป็นกำลังใจให้หนูด้วยนะคะ