เรื่องเด่น

เสียง ‘ก้อง’ ของน้ำใจ แด่ผู้ลี้ภัยทั่วโลก สหรัถ สังคปรีชา

Published 15 พ.ค. 2019

By Rabbit Today

Kong-Saharat-UNHCR-banner

เชื่อหรือไม่ว่า จำนวนผู้ลี้ภัยทั่วโลก มีพอๆ กับจำนวนคนไทยทั้งประเทศ 60 กว่าล้านคน!!! ปัจจุบันทุก 2 วินาที จะมี 1 คน ที่ต้องลี้ภัยจากสงครามและความรุนแรง, ในจำนวนผู้ลี้ภัยทั้ง 68.5 ล้านคนนั้น 50% คือ ‘เด็ก’ 

ทุกวันนี้มีจำนวนผู้ลี้ภัยที่ถูกบังคับให้ออกจากบ้านของตนเองสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และมากกว่า 2 ใน 3 ของผู้ลี้ภัยทั่วโลกมาจาก 5 ประเทศ คือ ซีเรีย อัฟกานิสถาน ซูดานใต้ และเมียนมาร์

เฉพาะในประเทศไทยเอง มีผู้ลี้ภัยอยู่เกือบ 100,000 คน เลยทีเดียว! 

นี่คือเหตุแห่งการเกิดขึ้นของคอนเสิร์ตการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ที่ชื่อว่า ‘Kong Saharat & Friends: The Birthday Charity Concert for UNHCR’ นำทัพโดยหนุ่มหล่อใจบุญ ‘ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา’ แท็กทีมกับเพื่อนนักร้องในวงการบันเทิงมากมาย มาร่วมบรรเลงเสียงเพลงแห่งน้ำใจ นำรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทั่วโลก เมื่อค่ำคืนวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา 

แม้เป็นเพียงหนึ่งในน้ำใจเล็กๆ ที่จะถูกนำไปช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐานให้เด็ก ผู้หญิง และครอบครัวผู้ลี้ภัยทั่วโลก ทีต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในปัจจุบัน แต่เป็นเสียงก้องที่สะท้อนให้สังคมทั่วโลก โดยเฉพาะในบ้านเรา (ที่เป็นหนึ่งพื้นที่พักพิงชั่วคราว) ได้หันมาตระหนักว่า ‘สงครามและความรุนแรงไม่เคยให้ประโยชน์กับใคร’ และ ‘ผู้ลี้ภัยทุกคนสมควรได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน’ เพื่อสักวันหนึ่งพวกเขาจะมีโอกาสกลับไปบ้านเกิดที่คิดถึง ‘ลึกสุดใจ’ ดังบทเพลงอมตะของ ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา  

ด้วยเหตุและผลที่มีมากมาย จากภาวะสงครามและความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงและมีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการถูกทำร้าย บ้านถูกเผาไล่ที่ ถ้ามีชีวิตอยู่ก็อาจจะพิการจากการถูกทารุณกรรม เป็นต้น ทำให้ทุกวันนี้เขายังกลับบ้านเกิดไม่ได้ และอาศัยค่ายผู้ลี้ภัย ‘ต่างบ้าน’ เพื่อ ‘ต่อลมหายใจ’ ยาวนานหลายสิบปี 

แม้ตั้งแต่นั้นจะมีใครๆ ยื่นมือให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด แต่ในภาพรวม ความขัดแย้งจากหลายพื้นที่ ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ยอดผู้ลี้ภัยทั่วโลกอยู่ในขั้นวิกฤตมาจนถึงปัจจุบัน 

Rabbit Today มีโอกาสพูดคุยกับ ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา ในฐานะศิลปินผู้เป็นกระบอกเสียงคนสำคัญของข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เข้าสู่ปีที่ 4 ที่ยังคงมุ่งมั่นระดมทุนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องต่อไป และกับเจ้าหน้าที่ UNHCR ในประเทศไทย เพื่ออัปเดตเรื่องราวค่ายผู้ลี้ภัยที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

สหรัถ สังคปรีชา

ดูแล้วคุณก้องมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว แต่ในใจยังมีเรื่องราวอะไรที่จุดประเด็นให้หันมาช่วยเหลือผู้ลี้ภัยกับ UNHCR มาจนถึงวันนี้ 

ผมมีชีวิตที่สุขสบาย มีครบทุกอย่างแล้ว ทั้งอาหารที่มีกินครบทุกมื้อ ไม่เคยอด มีบ้านพักอยู่สบาย เจ็บป่วยก็มียารักษา รู้สึกว่าตัวเราก็เพียงพอแล้ว เลยรู้สึกว่าอยากแบ่งปันให้กับคนที่อดอยาก ขาดแคลน ตอนนี้หลายสิบล้านชีวิตที่ยังขาดทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต หรือปัจจัย 4 เพราะสงครามที่เราก็ได้ยินกันอยู่ตลอดมาในหลายประเทศ เรียกว่าไม่มีบ้านจะอยู่ ก็ต้องเป็นผู้อพยพเร่ร่อนอย่างที่เห็นในโปสเตอร์นี่ละครับ 

เมื่อพูดถึงก้อง-สหรัถ เชื่อแน่ว่าหลายคนยังอยู่ในความทรงจำกับภาพเดิมๆ คุณหล่อและดูดีอยู่เสมอ กาลเวลาที่ผ่านเลยไปเนิ่นนาน ทำอะไรไม่ได้จริงๆ เคล็ดลับความหล่อแบบหยุดเวลาของคุณคืออะไร 

ผมจะแบ่งเวลาและจัดสรรเวลาดีๆ ครับ เช่น เวลาการพักผ่อนและเวลาการรับประทานอาหารดีๆ ซึ่งคำว่าอาหารดีๆ ในที่นี้ไม่ใช่อาหารหรูนะ ผมจะรับประทานผักผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์น่ะครับ ไม่ต้องไปรับประทานเนื้อสัตว์เยอะ อีกอย่างคือ พอเราอายุมากแล้วก็จะรับประทานน้อยลงด้วย แต่ออกกำลังกายเยอะขึ้นนะ ส่วนในใจก็คิดแต่เรื่องดีๆ ที่เป็นบวก เป็นกุศล อารมณ์เสีย อารมณ์โกรธ อิจฉาริษยา งี่เง่าโมโห อะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็พยายามเอาออกไปให้เร็วครับ

ถึงวันนี้คุณยังมีความฝันที่อยากทำให้เป็นจริงอะไรอีกไหม 

ไม่มีแล้วครับ ตอนนี้อยากพักผ่อนละ อยากจะทำชีวิตให้เบาลงครับ (ยิ้ม)

Q & A 

ทำความรู้จัก UNHCR ในประเทศไทย

Q: ในประเทศไทยมีค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่ง บริเวณชายแดนไทย-เมียนมาร์ ถ้าจัดอันดับความใหญ่ของพื้นที่ผู้ลี้ภัยแล้ว ประเทศไทยจะอยู่ Top 5 ไหม 

A: ถ้าประเทศที่รับผู้ลี้ภัยมากที่สุด ณ ตอนนี้คือประเทศตุรกี ซึ่งรับผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย รองลงมาก็จะเป็นเลบานอน ซึ่งรับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียเหมือนกัน สิ่งที่เราสังเกตในประเทศที่ดูแลผู้ลี้ภัยคือ ทุกคนมักจะมองว่าเป็นประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือเปล่า แต่พอมาดูในรายละเอียดจริงๆ แล้ว ประเทศที่ติด 5 อันดับแรกที่รับผู้ลี้ภัยคือประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศกำลังพัฒนา เช่น ตุรกี เลบานอน ก็เป็นประเทศกำลังพัฒนา เลบานอนมีประชากรของตัวเอง 4 ล้านคน แต่ 1 ล้านใน 4 ล้านคือผู้ลี้ภัย อีกประเทศที่รับผู้ลี้ภัยจำนวนเยอะๆ คือยูกันดา ซึ่งรับผู้ลี้ภัยจากซูดานใต้

สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือ ประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นกลุ่มที่ดูแลผู้ลี้ภัยมากที่สุด เพราะฉะนั้นเรามองว่าสิ่งที่เราทำอยู่ก็คือการให้การสนับสนุนกับภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคประชาชนต่างๆ ให้เห็นถึงการเข้ามาร่วมกันดูแลผู้ลี้ภัยตรงนี้

อีกด้านหนึ่งทุกคนจะมองว่าผู้ลี้ภัยมารอรับความช่วยเหลือ ซึ่งจริงๆ อยากจะบอกว่า ในอีกด้านของผู้ลี้ภัยทุกคน เบื้องต้นแน่นอนว่าเขาอาจจะได้รับความช่วยเหลือที่หยิบยื่นไปให้ แต่เป็นความช่วยเหลือที่เป็นไปในลักษณะช่วยชีวิตเขา แต่พอเขาเริ่มตั้งตัวได้ เราจะเห็นเลยว่าแต่ละคนจะพัฒนาศักยภาพตัวเอง และอยากจะตอบแทนให้กับประเทศที่ช่วยเหลือพวกเขา 

Q: ฟังดูเหมือนประเทศที่กำลังพัฒนาต้องแบกรับภาระใหม่ๆ เข้าไป แล้วประเทศที่พัฒนาแล้วเขาทำอะไรบ้าง

A: ลักษณะของประเทศที่พัฒนาแล้วที่เขาให้ความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการให้เงินทุนกับประเทศที่กำลังพัฒนาที่ให้การดูแลผู้ลี้ภัยอยู่ ในอีกด้านเขาก็จะมีกระบวนการที่เรียกว่า Re-sattlement ซึ่งจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็น คือมองดูว่าบุคคลไหนมีความจำเป็นด้านการคุ้มครองเป็นพิเศษ ก็จะมีโครงการนำคนเหล่านี้ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศเหล่านั้น แต่ต้องบอกก่อนเลยว่ากระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลานาน และยังมีจำนวนไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนในประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังดูแลอยู่ ถ้าตอบสรุปแบบคร่าวๆ คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วจะช่วยเหลือโดยใช้เงินทุนประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆ และการรับผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานในประเทศตัวเองซึ่งยังมีจำนวนน้อยนั่นเอง 

Q: ทำไมผู้ลี้ภัยที่มาลี้ภัยในบ้านเราจึงสมควรได้รับสัญชาติ

A: ก่อนอื่นต้องแยกกันระหว่างการดูแลและให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย กับกฎเกณฑ์การให้สัญชาติ เพราะการให้สัญชาติเป็นดุลยพินิจของรัฐ เราต้องดูว่าในแต่ละประเทศนั้นมีการให้กฎเกณฑ์การให้สัญชาติอะไรยังไงบ้าง เป็นกระบวนการของรัฐโดยแท้ ในกรณีของผู้ลี้ภัยในประเทศไทยนั้น ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ตามข้อกฎหมาย เขายังไม่ได้ตั้งเกณฑ์กำหนด คือยังไม่ได้เข้าถึงบทบาทการได้สัญชาตินั้นๆ แต่ประเทศไทยก็มีการให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยโดยเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ นั่นคือการไม่ผลักดันกลับโดยไม่สมัครใจ 

สำหรับใครที่อยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทั่วโลกอีก 68.5 ล้านชีวิต สามารถร่วมบริจาคเงินได้ที่ www.unhcr.or.th