เรื่องเด่น

สินจัย เปล่งพานิช “ฉันต้องใหญ่กว่าใครๆ”

Published 18 พ.ย. 2018

By Rabbit Today

noksinjai-interview-scoops-Rabbit-Today-banner

1 ชั่วโมง 30 นาที นี่เป็นโจทย์แรกที่ท้าท้ายในการกลับมาใหม่อีกครั้งของละครเวทีเรื่องยิ่งใหญ่ ‘ลอดลายมังกร’ 

แน่นอนว่าระยะเวลาที่สั้นลงกว่าเดิม นั่นทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนบทให้มีความกระชับ โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ยังคงเนื้อหาหลัก และอารมณ์อันละเมียดที่นักแสดงชุดเดิมเคยถ่ายทอดไว้อย่างดีที่สุด...ให้ยังดีที่สุดเฉกเช่นเดิม

ไม่นับความท้าทายในเรื่องของบรรยากาศกลางแจ้ง ที่เบื้องหน้าคือท่าเรือเก่าตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่เคยมีเรือสำเภามาจอดเทียบ สายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านและทอดตัวยาวออกไปไกลสุดตา ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเรียงรายรอบ และสายลมพัดตึงที่ช่วยปลุกเร้าความรู้สึกและเพิ่มอรรถรสให้การชมละครเวทีครั้งนี้มีความพิเศษสุด

โปรเจ็กต์ไม่ธรรมดานี้เกิดขึ้นเพื่อร่วมฉลองครบรอบ 1 ปี โครงการ ‘ล้ง 1919’ การกลับมาของท่าเรือสำคัญทางประวัติศาสตร์การค้าไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้ปรับโฉมให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ 

และครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่กับละครเวที ‘ลอดลายมังกร The Epic Musical at LHONG 1919’ ถ่ายทอดเรื่องราวเสื่อผืนหมอนใบ ผ่านการแสดงกลางแจ้งผสมผสานมัลติมีเดีย บนแผ่นดินท้องมังกร ล้ง 1919

สินจัย เปล่งพานิช “ฉันต้องใหญ่กว่าใครๆ”,สัมภาษณ์,Rabbit today

ฉากหลังที่ปรับใช้เป็นสถานที่แสดง คือบ้านหวั่งหลี โบราณสถานอายุกว่า 200 ปี ซึ่งคราวนี้ได้เปิดให้สาธารณชนได้ชมอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในยุคสมัยนั้นให้เหมือนภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ โรงสี เรือนไม้ที่มีสถาปัตยกรรมจีน เสริมอรรถรสผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของ ‘ลอดลายมังกร’ ได้อย่างงดงาม 

อย่างที่เราทราบดีว่า ‘ลอดลายมังกร’ คือบทประพันธ์อันทรงคุณค่า ผลงานของศิลปินแห่งชาติ ประภัสสร เสวิกุล กับเรื่องราวของ ‘เหลียง’ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบข้ามโพ้นทะเลมาตายเอาดาบหน้าที่เมืองไทย โดยรับจ้างทำงานสารพัด 

จากจับกังแบกข้าวสาร ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ จนก่อร่างสร้างตัวกลายเป็นมหาเศรษฐี ท่ามกลางเรื่องราวสุดเข้มข้น โดยยึดมั่นคุณธรรมและความขยันหมั่นเพียรเป็นหลักคิดประจำใจ

ที่เมืองจีน อาเหลียงมีภรรยาชื่อ ‘เหมยหลิง’ มีลูกชายเล็กๆ 2 คนชื่อ ‘อาเทียน’ กับ ‘แอนดี้’ อาเหลียงเดินทางจากซัวเถาสู่เมืองไทยด้วยเรือสำเภาพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน คือ อาจั๊วและหลงจู๊บุ๋น ด้วยความหวังที่จะสร้างเนื้อสร้างตัว

อาเหลียงได้เริ่มกิจการเล็กๆ จนขยับขยายให้ใหญ่ขึ้น และแต่งงานอีกครั้งกับภรรยาชาวไทย ชื่อ ‘เนียม’ ซึ่งเธอต้องยุติความฝันในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยมาแต่งงานกับอาเหลียง ทั้งคู่มีลูกด้วยกันหลายคน โดยลูกคนโตเป็นลูกชาย ชื่อ ‘นัฐกิจ’

กระทั่ง ‘เหมยหลิง’ พร้อมลูกได้เดินทางสู่เมืองไทยเพื่อตามหาอาเหลียง ความวุ่นวายในครอบครัวก็เกิดขึ้น พร้อมๆ กับการขยายตัวของกิจการ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว

ด้วยความยึดมั่นในคุณธรรมและความขยัน การเตือนใจด้วยตัวอักษรคำว่า ‘หงี’ (อักษรจีน 义) ซึ่งหมายถึงคุณธรรมที่ติดไว้กลางบ้าน

Rabbit Today มีโอกาสได้พูดคุยกับนักแสดงนำหลัก และเป็นเพียงคนเดียวที่เคยรับบทบาท ‘เหมยหลิง’ เมื่อครั้ง ‘ลอดลายมังกร’ เปิดวิกแสดงอยู่ที่โรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์ เมื่อหลายปีก่อน

เรากำลังพูดถึงคุณนก-สินจัย เปล่งพานิช นักแสดงหญิงมากฝีมือของเมืองไทย

สินจัย เปล่งพานิช “ฉันต้องใหญ่กว่าใครๆ”,สัมภาษณ์,Rabbit today

ก่อนเครื่องบันทึกเสียงจะทำหน้าที่ของมันอย่างสัตย์ซื่อ ทว่าจำเป็นต้องยอมพ่ายต่อเสียงเรือลำใหญ่ที่พาทัพนักท่องเที่ยวมาล่องชมลำน้ำเจ้าพระยา พร้อมเปิดเวทีคอนเสิร์ตย่อมๆ อยู่บนเรือ ส่งเสียงร้องคาราโอเกะดังกระหึ่มคุ้งน้ำมาไกลๆ

ข้างคุณนกพอได้ยินก็หัวเราะและเห็นเป็นเหตุการณ์ชวนหัวไปเสียนี่ ด้วยว่าทุกครั้งที่เธอมาซักซ้อมการแสดง ณ ที่นี้ เสียงรบกวนแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้นี่ละ คือด่านแรกของความยากจนต้องปรับมุมมองใหม่ให้กลายเป็นเรื่องตลกขำขัน

“คิดถึงตอนเล่นจริง สิ่งที่จะมีปัญหาแน่นอนคือเรื่องเสียง นอกจากเรือหางยาวที่วิ่งมาทีเสียงดังมาอี่....(ลากเสียงอี่ยาวๆ ให้เห็นภาพ) เรือดนตรีทั้งหลายนี่ละ จะเป็นอุปสรรค ซึ่งเราขอเขาไม่ได้เนอะ บอกช่วงนี้กำลังทำการแสดงนะคะ ช่วยขับผ่านตรงนี้ไปเฉยๆ อย่าเพิ่งร้องพลง หรือไม่ก็บอกให้จอดชมละครเวทีด้วยกันเลยดีไหม”

หลังนักแสดงมากฝีมือเล่าอุปสรรคแรกให้ฟังจบ เธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะสนุก รอจนเสียงคาราโอเกะในเรือดนตรีแล่นผ่านไปไกลโน่น ความเงียบจึงค่อยๆ เดินกลับมา ไม่แน่ว่า เสียงที่ควบคุมไม่ได้อาจกลายเป็นอีกเสน่ห์หนึ่งในการรับชมละคร ‘ลอดลายมังกร’ ครั้งล่าสุด

“ตัวละคร ‘เหมยหลิง’ เป็นผู้หญิงจีนที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ต้องต่อสู้ ต้องดูแลลูก 2 คน โดยลำพังมาตลอด จนกระทั่งเดินทางถึงเมืองไทย และเห็นว่าสามีตัวเองร่ำรวย มีเงินทอง มีบ้านช่องใหญ่โต แต่ขณะเดียวกันก็มีภรรยาใหม่ด้วย” คุณนกปูประวัติของเหมยหลิงให้ฟังว่างั้น ก่อนวิเคราะห์ความรู้สึกนึกคิดที่ตัวละครดังกล่าวมี

“นกมองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่อยากได้อยากมี และด้วยความที่เป็นเมียจีน และเมียคนแรก จึงถือดีตามธรรมเนียมว่าฉันเป็นเมียใหญ่ ฉะนั้นฉันต้องใหญ่กว่าใครๆ ต้องโชว์พราว เป็นคนที่ไม่สนใจใคร กับต้องได้ในสิ่งที่ตัวเองควรจะได้ ทั้งโผงผาง เสียงดัง คือมีความเป็นผู้หญิงสูง อิจฉาริษยา แต่จริงๆ แล้ว ลึกๆ ขณะเดียวกันก็มีความรักในครอบครัว รักอาเหลียง รักลูกตัวเอง 

“กับเมื่อใช้เวลาชีวิตอยู่ร่วมกันนานๆ จนกระทั่งแก่ ก็เริ่มมีความเข้าใจตัวเนียม-ภรรยาคนไทย เข้าใจครอบครัวคนอื่น เข้าใจลูกคนอื่นมากขึ้น เห็นอกเห็นใจเมื่อบั้นปลายชีวิต”

สินจัย เปล่งพานิช “ฉันต้องใหญ่กว่าใครๆ”,สัมภาษณ์,Rabbit today

รู้สึกอย่างไรที่ได้กลับมารับบทบาท ‘เหมยหลิง’ นี้อีกครั้ง

“ก็ดีค่ะ มีความสุข ตั้งแต่เล่นละครเวทีมานี่เป็นบทที่สนุกบทหนึ่ง เพราะมีสีสันมาก ได้เปลี่ยนคาแรกเตอร์พอสมควรในการทำงาน จากที่เล่น ‘สี่แผ่นดิน’ แล้วมาเป็นเหมยหลิง เป็นผู้หญิงที่โฉ่งฉ่าง พูดจีน โวยวาย ขณะเดียวกันก็มีความตลกอยู่ในตัว เลยรู้สึกว่านี่เป็นบทบาทที่มีสีสันมาก และมีความสุขมากที่ได้เล่นบทนี้อีกครั้งหนึ่ง”

และด้วยความที่เป็นการแสดงในสถานที่ใหม่ เล่นกลางแจ้ง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินเรื่องราวอยู่บ้างพอสมควร 

“ด้วยโครงเรื่องเราอาจจะกระชับขึ้น เพราะเป็นการมาเล่นเอ้าต์ดอร์ที่ล้ง 1919 ขณะเดียวกันก็คงต้องปรับไปในแง่ของตัวละครที่รายรอบซึ่งเปลี่ยนหมด ยกเว้นตัวนกคนเดียว จึงต้องมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงในแง่ของการสื่อสาร การแสดงกับตัวละครอื่นๆ มากกว่าค่ะ”
แน่นอนว่าการเล่นละครเวทีกลางแจ้งที่ ล้ง 1919 นั้นคือความท้าทายหลักของ ‘ลอดลายมังกร’ ครั้งนี้

“การได้กลับมาเล่นลอดลายมังกรที่ล้งฯ นกถือว่าเป็นอะไรที่พิเศษมาก เพราะด้วยว่าสถานที่ที่เรามาทำการแสดง นี่เป็นครั้งแรกของการเล่นละครเวที จากละครเรื่องเดียวกันที่เคยเล่นในโรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์ เปลี่ยนมาสู่พื้นที่จริงที่มีโครงสร้าง มีความเป็นจีน และเป็นบ้านจริงๆ 

“ที่นี่เคยเป็นท่าเรือในยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่เรือสำเภาจากจีนต้องมาขึ้นที่ท่านี้ จึงให้ความรู้สึกที่พิเศษมากสำหรับการแสดง เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับการแสดงครั้งนี้ค่ะ มีความรู้สึกพิเศษด้วยบรรยากาศต้นไม้รายรอบ และอากาศข้างนอก

“สิ่งหนึ่งที่คนดูน่าจะมีร่วมกันกับนักแสดงน่าจะเป็นบรรยากาศและสถานที่ที่เกิดขึ้น ณ ตรงนี้ ที่ช่วยทำให้คนเข้ามาสู่เรื่องราวของ ‘ลอดลายมังกร’ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงแสงสีเสียง ที่เป็นอีกสีสันหนึ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกอิ่มและมีความสุขกับการแสดง ที่มีทุกอย่างผสมอยู่ ไม่ว่าจะไลต์ แอนด์ ซาวน์ เหมือนเป็นโชว์ มีทั้งการแสดงละครเวทีรวมกันอยู่ในเรื่องเดียวกัน ณ สถานที่แห่งนี้ นกว่าสร้างความตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชมแน่นอนค่ะ”

น้ำเสียงฟังตื่นเต้นของคุณนกปกปิดได้ไม่มิด แล้วกับคนดูล่ะ ‘ลอดลายมังกร’ ในฉากและสถานที่จริงจะน่าตื่นเต้นสักเพียงไหน

ลอดลายมังกร The Epic Musical at LHONG 1919’ ยังเปิดรอบแสดงในวันที่ 22-25 พฤศจิกายน 2561 เวลา 19.30 น.

บัตรราคา 6,000 บาท 3,500 บาท 3,000 บาท 2,500 บาท 2,000 บาท และ 1,500 บาท

จำหน่ายบัตรที่ไทยทิตเก็ต เมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook: LHONG1919 หรือโทร. 09-1387-1919

สินจัย เปล่งพานิช “ฉันต้องใหญ่กว่าใครๆ”,สัมภาษณ์,Rabbit today

ประวัติความเป็นมา ‘ล้ง 1919’

ชื่อ ‘ล้ง’ มาจากชื่อเดิมของสถานที่นี้ว่า ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ เป็นภาษาจีน เขียนว่า  火 船 廊  หมายถึง ‘ท่าเรือกลไฟ’ ซึ่งทุกวันนี้รู้จักในนามโกดังบ้าน ‘หวั่งหลี’ ตั้งอยู่ ณ สุดถนนเชียงใหม่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับย่านตลาดน้อย-เยาวราช

สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2393 (ค.ศ.1850) โดยพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ต้นตระกูลพิศาลบุตร ซึ่งเป็นคนจีนที่เกิดบนแผ่นดินสยาม บรรพบุรุษของท่านได้เดินทางจากเมืองจีนมาค้าขายและตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ โดยท่าเรือนี้มีพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ พร้อมพื้นที่อาคาร 6,800 ตารางเมตร

ท่าเรือ ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ใช้เป็นท่าเรือกลไฟ ซึ่งคือ เรือโดยสารหรือบรรทุกสินค้าที่ใช้ฟืนเป็นต้น เป็นเชื้อเพลิง มีขนาดใหญ่กว่าเรือไฟ นิยมใช้แล่นในทะเลหรือมหาสมุทร โดยชาวจีนในอดีตนิยมใช้เดินทางทางทะเลเพื่อเข้ามาค้าขายหรือย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ประเทศไทย มาเทียบท่าเรือ พร้อมลงทะเบียนชาวต่างชาติที่ท่านี้

นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งการค้าธุรกิจ โดยตัวอาคารท่าเรือเป็นร้านค้าและโกดังเก็บสินค้า ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ฯลฯ

ต่อมาเมื่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยเข้ามามีบทบาทในการค้ากับต่างชาติมากขึ้น ท่าเรือ ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ จึงค่อยๆ ลดบทบาทลง

ในปี พ.ศ. 2462 (ค.ศ.1919) ตระกูล ‘หวั่งหลี’ โดยนาย ตัน ลิบ บ๊วย จึงได้เข้ารับช่วงเป็นเจ้าของต่อจากตระกูลพิศาลบุตร และได้ปรับท่าเรือดังกล่าวให้กลายเป็นอาคารสำนักงาน และโกดังเก็บสินค้าสำหรับกิจการการค้าด้านการเกษตรของตระกูลหวั่งหลี ถึงเมื่อปี พ.ศ.2559

โดยเป็นโกดังสำหรับเก็บสินค้าการเกษตรที่ขนส่งมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นที่อยู่อาศัยให้เช่าสำหรับคนงานในพื้นที่ และศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว ที่ประดิษฐานอยู่คู่กับท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน