เรื่องเด่น

บงกช เบญจรงคกุล ไม่ล้มแม้ต้องลมมรสุม

Published 21 ส.ค. 2019

By สุชา

บงกช เบญจรงคกุล ไม้ล้มแม้ต้องลมมรสุม

หนึ่งชีวิตของผู้หญิง…มีหลายบทบาท พวกเธอเป็นลูกสาว เป็นภรรยา เป็นแม่ และสำหรับ ‘ตั๊ก-บงกช’ เธอยังเป็นนักแสดง เป็นนางเอก นางแบบ ผู้กำกับฯ เป็นโปรดิวเซอร์ 

หลังห่างหายจากแวดวงบันเทิงไปทำหน้าที่คุณแม่ของน้องข้าวหอม--ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เราแทบไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเธอผ่านหน้าจอ หรือแม้แต่ข่าวคราวคนบันเทิง กระทั่งหญิงสาวสูญเสียคุณแม่เล็ก-ธนาภา ชีพนุรัตน์ นั่นถือเป็นจุดหักกลับ และคือเหตุผลหลักให้เธอเริ่มต้นปฏิวัติตนเองเสียใหม่ โดยหันมาเอาจริงเอาจังกับการดูแลรักษาสุขภาพ  

ส่องไอจี bong_kod_tak ดูได้ครับ ‘ตั๊ก-บงกช’ ขยันอัปภาพโชว์ ทั้งเรื่องเมนูคลีน การออกกำลังกายอย่างหน่วงหนัก และ...อะแฮ่ม! คุณยังจะได้เห็นรูปร่าง เห็นซิกซ์แพ็กของตั๊กในวัย 35 ที่บอกเลยว่าฟิตและเฟิร์มมาก

ไม่ได้แข็งแรงเฉพาะร่างกายภายนอกหรอกนะครับ แต่เมื่อได้นั่งคุยกันจริงจัง เราพบว่าระบบความคิด การมองโลก มองชีวิตของ ‘ตั๊ก-บงกช’ แข็งแรงไม่แพ้กัน ถ้าจะเพิ่มเติมบทบาทอะไรอีกสักอย่างจากบรรทัดบนให้หญิงสาว คงหนีไม่พ้นตัวแม่สายสตรอง…

Rabbit Today ตั้งใจยกตำแหน่งหญิงแกร่งแห่งปี 2019 ให้เธอ…บงกช เบญจรงคกุล

สัมภาษณ์ ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล,Rabbit Today

Q: ขออนุญาตย้อนถามถึงคุณแม่เล็ก-ธนาภา คุณยังคิดถึงท่านอยู่ใช่ไหม

A: คิดถึงทุกวันค่ะ ตอนแม่มีชีวิตอยู่เราชอบทะเลาะกัน ลูกสาวกับแม่ก็อย่างนี้ละ เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็จะมีโมเม้นต์นั้น ซึ่งวันนี้ตั๊กอยากให้ลูกๆ ลองเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ชีวิตมันสั้นมาก อยู่ด้วยกันก็อย่าทะเลาะกันเลยนะคะ อย่างแม่ตั๊กอายุ 63 ปีเองนะ ท่านเป็นสโตรกที่สมอง ตอนป่วยท่านพูดไม่ได้ เราได้แต่มองตาสื่อสารกัน และแม่จะชอบมองหลาน (น้องข้าวหอม) 

Q: มีคำสอนอะไรของแม่ที่คุณยังนึกถึงอยู่บ่อยๆ  

A: แม่ชอบพูดว่า…มีลูกแล้วเธอจะรู้ว่าเป็นยังไง รู้ว่าแม่ห่วงลูกมากแค่ไหน

Q: เท่าที่ทราบตอนเด็กคุณค่อนข้างเฮี้ยวมาก ทั้งรั้น ทั้งดื้อ

A: ใช่ ตั๊กเลยไม่เคยว่าลูกตอนเขาดื้อ แต่จะบอกว่าลูกน่ะเหมือนแม่ (หัวเราะ) บางทีบอกอะไรแล้วเขาไม่ทำตาม ตั๊กก็จะบอกเขาว่าลูกน่ะเหมือนแม่ เป็นเหมือนวงจรเลยเนอะ ในความรู้สึกตั๊ก ข้าวหอมเหมือนมาม้าเลย เคยเถียงยาย ไม่เชื่อยาย แต่สิ่งที่ยายพูดน่ะ…ถูกหมด 

Q: ลูกฟังแล้วว่าไงบ้าง

A: เด็กสมัยนี้ฟังนะคะ เขาฉลาดกว่ารุ่นของตั๊ก เพราะรุ่นตั๊กจะถูกปิด ไม่ให้รู้เรื่องนั้น ไม่ให้รู้เรื่องนี้ แต่เด็กสมัยนี้เขาเสิร์ชเข้ากูเกิล เข้ายูทู้บก็รู้หมดทุกเรื่องแล้ว

Q: คุณเลี้ยงลูกแบบตามใจไหม

A: ไม่เลยค่ะ (ปฏิเสธทันที) เขามีคนตามใจเยอะแล้ว 

Q: แล้วคุณแม่เล็กเลี้ยงคุณมาอย่างไร

A: ของตั๊กไม่มีใครตามใจนะ แม่ไม่ตามใจตั๊ก แต่ข้าวหอมเนี่ยมีคนที่…(หยุดคิดนิดหนึ่ง) ต้องเข้าใจเขาหน่อย เขาเป็นลูกคุณบุญชัย (เบญจรงคกุล) ก็เข้าใจแหละ แต่ตั๊กจะบอกลูกตลอดว่า ลูกต้องหัดทำอะไรด้วยตนเอง เรื่องดีๆ มันจะเกิดขึ้นกับตัวลูกถ้าลูกทำมันเอง แต่ถ้าลูกทำไม่ดี ไม่มีใครสามารถช่วยลูกได้นะ

Q: ด้วยฐานะ สงสัยว่าทำไมคุณไม่ให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ฯ

A: ตั๊กอยากให้เขารู้จักคนไทยน่ะ เพราะคนไทยเอาจริงๆ คืออยู่ด้วยยาก ทำธุรกิจด้วยยาก ประเพณีแบบไทยๆ เราอีกล่ะ ยากมากนะคะ สมมติเด็กคนนี้เรียนจบจากเมืองนอกแล้วมาทำงานเป็นข้าราชการ เขาต้องเรียนรู้ระบบการทำงานแบบไทยๆ เรานี่ละ หรืออย่างการทำธุรกิจ เราต้องยอมรับว่าคอนเนกชั่นสำคัญมาก ตั๊กเชื่อว่าไม่ว่าวันนี้หรืออนาคต เรายังต้องทำงานกับคนไทย เพราะฉะนั้นลูกก็ควรจะรู้จักนิสัยคนไทย

นี่เป็นความคิดร่วมกันกับสามีค่ะ เราจะต้องทำธุรกิจที่เมืองไทย ฉะนั้นลูกต้องรู้จักคนไทยให้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าเราต้องพูดภาษาอังกฤษกับคนไทย คนไทยไม่พูดภาษาอังกฤษค่ะ ภาษาอังกฤษใช้คุยกันเฉพาะกลุ่มๆ หนึ่ง แต่ถ้าอยากให้ลูกได้รู้จัก รู้ว่าเพื่อนของเขามีที่ฐานะยากจน ที่ลำบาก ลูกต้องเรียนโรงเรียนไทย เพื่อเขาจะได้มีเพื่อนหลากหลายอาชีพ หลากหลายครอบครัวมาก  

แต่ถ้าส่งเรียนอินเตอร์ฯ ตั๊กสบายกว่าให้เรียนโรงเรียนไทยเยอะ เพราะเราไม่ต้องอธิบายอะไรมาก อย่างตัวตั๊กเอง ตั๊กยอมรับนะคะว่ามีประวัติในเรื่องความเซ็กซี่ ถ้าลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ฯ ความคิดเด็กอินเตอร์ฯ เขาเป็นฝรั่ง คงไม่สนใจหรอก เพราะนั่นคือการทำงาน แต่กับเด็กโรงเรียนไทย เอาแล้ว…กลับมาบ้านข้าวหอมถาม เพื่อนพูดถึงแม่ว่าอย่างนั้น ว่าอย่างนี้ ซึ่งตั๊กจำเป็นต้องอธิบายเยอะมาก ว่านั่นคือแม่ทำงานนะ และที่แม่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำ แม่มีเหตุผลเพราะอะไร ก็แม่อยากถ่ายไง แม่มีรูปร่างที่สวยแล้วทำไมถึงจะถ่ายแบบไม่ได้ แม่เคยทำงานเป็นนางแบบ แต่เดี๋ยวนี้แม่ไม่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำแล้ว

Q: คุณเลือกการอธิบายกับลูกให้เข้าใจ ไม่เลือกวิธีการตัดปัญหา

A: มันไม่ใช่ปัญหาที่ตัดได้ง่ายๆ ค่ะ และเป็นคำถามที่ติดอยู่แต่ในหัวเด็ก ถ้าเราไม่เคลียร์กับเขา มันไม่มีทางตัดได้หรอก ทุกวันนี้ตั๊กยังบอกกับแม่เล็ก บ่นๆ เวลาเหนื่อยว่าสิ่งที่แม่พูดนั้นถูกหมดเลย เพียงแต่มันเป็นวัฏจักร เราต้องเป็นแม่คนก่อนถึงจะรู้ ก่อนหน้านี้ไม่มีทางรู้แน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ต้องสัมผัสเอง อุ้มท้องและอยู่กับเขา เลี้ยงเขา ถึงจะรู้ได้ด้วยตัวเอง ก็เหมือนธรรมะน่ะ ไม่มีใครบอกเราได้นอกจากเราจะศึกษาและปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง

Q: ข้าวหอมเป็นลูกชายเจ้าสัว ขณะที่คุณเป็นลูกสาวแม่ค้า ปฏิเสธยากว่าการเลี้ยงดูและสังคมแวดล้อมต้องต่างกันอยู่แล้ว 

A: ต่างกันมากค่ะ ตั๊กเข้าใจ แต่ลูกต้องรู้ว่าวันหนึ่งถ้าเขาเจอปัญหาอะไรที่เข้ามากระทบกับตัวเขา หรือกับความรู้สึก เขาต้องยอมรับมันได้ ยกตัวอย่างมีวันหนึ่งเขาไม่ได้ก็อดซิลล่ารุ่นหนึ่งที่อยากได้มาก เขาร้องไห้ คุณบุญชัยบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวปะป๊าจะสั่งมาให้ คือปะป๊าอยากให้ลูกมีไว้ อนาคตลูกอาจจะเปิดพิพิธภัณฑ์ก็อดซิลล่า แล้วเก็บเงินค่าเข้าชมได้นะ

แต่ตั๊กพูดกับข้าวหอมคำหนึ่งว่า ดีนะที่ลูกจะมีพิพิธภัณฑ์ของเล่น เก็บเงินคนมาเข้าชม แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกต้องระวังไว้คือ ลูกอยากได้ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ได้นะ เช่น ลูกโตขึ้นแล้วอยากได้ความรักจากผู้หญิง แต่ผู้หญิงไม่ใช่ก็อดซิลล่า ไม่ใช่ของเล่นนะลูก แล้วถ้าไม่ได้ความรักจากเขา ลูกจะไม่ฆ่าตัวตายใช่ไหม ตั๊กพูดแบบนี้เลย  

สัมภาษณ์ ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล,Rabbit Today

Q: ข้าวหอมงงไหม ว่าแม่ตั๊กกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

A: ไม่งง เขาอึ้งๆ นิดหนึ่ง แต่คิดว่ากลับเอาไปคิดนะ เพราะหลังจากได้ก็อดซิลล่าตัวนั้น ข้าวหอมไม่งอแงขออะไรอีกเลย 

Q: เมื่อตะกี้พูดถึงธรรมะ ทำไมคุณถึงสนใจเรื่องธรรมะได้ล่ะ

A: ตั๊กไม่เคยเชื่อธรรมะเลย จนมีเรื่องผิดหวังในชีวิตเยอะ แล้วหาคำตอบไม่ได้ เช่น ทำไมแม่จะต้องเจ็บป่วย ทำไมเราต้องทำใจในบางเรื่อง หรือทำไมเราต้องยอม แต่พอเริ่มศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ตั๊กเริ่มรู้แล้วว่าทำไมเราต้องยอม ทำไมเราต้องทน ทำไมเราต้องหยุด อะไรที่ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ อะไรที่ได้มาแล้วมีความทุกข์ เราเริ่มรู้สึกแล้วว่ามันไม่ใช่ ธรรมมะให้คำตอบตั๊กได้ทั้งหมด

และเป็นคนชอบทำสมาธิมาก สมาธิทำให้ตั๊กมีสติ หยุดทุกอย่างที่ทำอยู่บ้าง เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ในเวลาเดียวกัน วันๆ หนึ่งของตั๊ก ตื่นเช้ามาไปส่งลูกที่โรงเรียน กลับบ้านมาดูแลเรื่องอาหาร ตรวจงานแม่บ้าน ที่ต้องตรวจเพราะสามีเคยทำโรงแรม ฉะนั้นบ้านจะต้องสะอาด กระจกนี่ต้องไม่มีคราบฝุ่น ซึ่งเราต้องคุมงานแม่บ้านอีกที ว่าทำความสะอาดได้ดีไหม ผ้าปูที่นอนต้องเรียบตึง กระจกต้องเงานะ ไม่มีรอยนิ้วมือ งานบ้านนี่เหมือนไม่เหนื่อย แต่มันเหนื่อยเหมือนกันนะคะ ตรงนี้ละที่สมาธิช่วยได้ ช่วยให้เรามีระบบความคิดและการทำงานที่ดีขึ้น

Q: ปีที่ผ่านมาคุณทำหนังเรื่อง ‘Sad Beauty เพื่อนฉัน…ฝันสลาย’ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในต่างประเทศ อะไรคือเหตุผลหลักที่กลับมาทำหนัง

A: ก่อนหน้านี้ตั๊กก็เคยทำหนังค่ะ (ร่วมกำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘ปายอินเลิฟ’ และกำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘นางฟ้า’) คงเพราะเราอยู่กับมันมานาน รู้สึกรักหนัง แต่เมืองไทยต้องยอมรับว่าไม่ค่อยมีคนสนับสนุนหนัง คนดูหนังก็น้อย อาจเพราะคนต้องทำงานเยอะ จึงไม่มีเวลามานั่งดูหนังไทย ถ้าเลือกดูหนังสักเรื่อง ก็คงดูหนังฟอร์มใหญ่ในกระแสหลักไปเลย 

Q: ทำไมคุณเลือกทำหนังทางเลือกล่ะ

A: เพราะตั๊กเลือกที่จะไปฉายต่างประเทศ คุณบุญชัยเป็นนักธุรกิจ เขาอ่านบทและดูจากรูปการณ์แล้วบอกเลยว่าที่เมืองไทย หนังคุณไม่มีทางได้เงินหรอก

Q: แล้วทำไมถึงไม่ปรับบทให้ตรงกับรสนิยมคนไทย

A: ตั๊กอาจจะไม่ได้เก่งขนาดนั้น (หัวเราะ) ถนัดแต่แบบนี้ค่ะ เล่าเรื่องที่ตัวเองเล่าได้และเล่าเป็น ดีกว่าฝึกเล่าเรื่องอื่นเพื่อให้มันโดนใจคนดู  เพราะถ้ามันล้มเหลวขึ้นมาก็ไม่รู้เนอะว่าเราจะเดินต่อไปทางไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องเล่าที่เราถนัด เราก็พอรู้นะว่าจะหยุดหรือไปต่อ 

Q: ทั้งเขียนบทเอง กำกับเอง โปรดิวเซอร์เอง จะประหยัดงบฯ ไปไหน

A: ตอนแต่งงานคุณบุญชัยพูดเลยว่าถ้าเป็นธุรกิจภาพยนตร์ ไม่ทำนะ นี่คือข้อตกลงกันก่อนแต่ง แต่ตั๊กบอกเขาว่า อันนี้มันเป็นหนังที่อยากทำมานานแล้ว ตอนแรกจะทำเรื่อง ‘Emotion love ความรักอีกความรู้สึก’ ตอนนั้นยังอยู่ค่ายสหมงคลฟิล์ม ก็ไปขอสหมงคลฯ คืน เพราะยังไม่ได้เปิดกล้อง ประจวบกับแม่ป่วยเลยพักไว้ ก่อนจะเอามาปัดฝุ่นเสียใหม่ ดัดแปลงบทนิดหน่อยจนกลายเป็น ‘Sad Beauty เพื่อนฉัน…ฝันสลาย’  

และเพื่อประหยัดงบฯ ก็เลยต้องทำเองหลายหน้าที่…ซึ่งเหนื่อยมาก (ลากเสียงยาว)

Q: ขอย้อนกลับมาที่ทำไมสามีถึงยอมให้ทำหนัง

A: เพราะเขาเห็นว่าเราตั้งใจอยากทำหนังเรื่องนี้ เราบอกเลยว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ได้สตางค์นะ แต่มันเป็นโปรไฟล์ที่น่าทำ และฝันอยากจะทำเรื่องนี้มานานแล้ว พี่ไม่ออกทุนไม่เป็นไร เดี๋ยวตั๊กดูแลตัวเองได้ 

Q: เล่าเรื่องการเดินสายไปฉายหนังที่ต่างประเทศให้ฟังหน่อยสิครับ

A: ไปกันทั้งครอบครัว (หัวเราะ) เลือกเฉพาะงานใหญ่ๆ ก็ดีนะคะ เขาอยากให้เราทำหนังอีก เพราะรู้สึกว่าเป็นหนังหาดูยาก เขาอยากดูหนังแนวนี้อีก แต่ตั๊กก็ยังคิดไม่ออกนะว่าเรื่องต่อไปจะทำอะไร

Q: มีโปรเจ็กต์ต่อไปด้วยใช่ไหม

A: คุยกับทางเมเจอร์ไว้ แต่ต้องขอดูเวลาแป๊บหนึ่งค่ะ อาจจะต้องเตรียมตัวดีๆ พอลูกปิดเทอมปุ๊บ ก็เทคิวถ่ายไปเลย 15 คิวอะไรแบบนี้ค่ะ และตอนออกเดินสายต่างประเทศก็มีนายทุนติดต่อมานะ อยากให้ตั๊กกำกับ เป็นคนจีนนี่ละ แต่เหมือนถ้ารับปากว่าจะทำ เราต้องทิ้งการเป็นแม่ ทิ้งการเป็นภรรยาไปเลย เพื่อไปอยู่กับงานตรงนั้น มันยากนะที่ต้องไปอยู่กับเขาตลอด และเขาให้เป็นโปรดิวเซอร์ด้วย เป็นผู้กำกับฯ ด้วย จึงคิดว่าถ้าลูกเราโตค่อยว่ากัน แต่ก็รู้ว่าโอกาสมันไม่ได้มีมาบ่อย

สัมภาษณ์ ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล,Rabbit Today

Q: ชวนคุยเรื่องสุขภาพบ้าง ทุกคนที่ติดตามไอจีตั๊กจะรู้ว่าคุณฟิตและเฟิร์มมาก เหนื่อยใช่ไหม

A: ก่อนหน้านี้เหนื่อยกว่าค่ะ

Q: ที่รู้ว่าเหนื่อยเพราะการกินคือความสุขอย่างหนึ่งของมนุษย์ ทราบว่าคุณแม่เล็กเป็นคนทำอาหารอะไรก็อร่อย คุณเองน่าจะเป็นคนชอบกิน 

A: ตั๊กเข้าใจค่ะ แต่…ตั๊กไม่ได้หักดิบนะ ตั๊กเดินทางสายสุขภาพนะ ซึ่งปีแรกเหมือนลงแดงน่ะ มันแย่ เพราะเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะพฤติกรรม ความคิด คือเริ่มต้นจากเปลี่ยนมายด์เซตก่อน

Q: แล้วสามีล่ะ ดูเจ้าสัวก็น่าจะเอ็นจอยอีตติ้ง

A: เขาก็ไม่ทำตามเรา เขาไปในทางสายเขา เราแยกกันในเรื่องการกิน

Q: เพราะอะไรจึงเริ่มต้นดูแลรูปร่างและสุขภาพ

A: เพราะแม่เสีย แล้วตั๊กไม่อยากเป็นโรคที่ท่านเป็น เรารู้อยู่แล้วว่าถ้าไม่ลดความอ้วน ก็ต้องเป็นเบาหวาน ก่อนหน้านี้ตั๊กอ้วนมากนะคะ น้ำหนัก 87 กิโลฯ ไม่อวบเลย เป็นผู้หญิงอ้วน เหมือนอยากที่จะดูแลตัวเองเพื่อให้แม่ภูมิใจในตัวเรา คือแม่พูดตลอดว่าอยากให้ตั๊กลดความอ้วน ตอนก่อนแม่ป่วย ก่อนสโตรก แม่บอกเมื่อไหร่จะลดเนี่ย นี่คลอดลูกมาตั้งหลายปีแล้วนะ เจอแม่ทีไรแม่จะบอกอ้วน ทำไมไม่ลดน้ำหนักเลยล่ะ

เรื่องน้ำหนัก เรื่องอ้วนนี่จริงๆ ตั๊กไม่แคร์ใครนะ เพราะตอนนั้นยังวุ่นวายอยู่กับลูกและอาการป่วยของแม่ คือวุ่นกับชีวิตตัวเองเสียมากกว่า ใครจะว่าอะไรไม่ค่อยสนใจ แต่พอลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล และแม่เสีย อย่างไปส่งลูกที่โรงเรียน เราก็ไม่อยากให้ลูกอายเพื่อน ตั๊กเป็นผู้หญิงน่ะ ถ้าเป็นผู้ชายคงไม่เป็นไร แต่ผู้หญิงก็ต้องดูแลตัวเองนิดหนึ่ง สังคมไทยเป็นแบบนั้นนะ

คือเราลดน้ำหนักไว้ดีกว่า ไม่ต้องรอให้คนอื่นพูด แค่พ่อแม่อายุไม่เท่ากันก็เม้าธ์แล้วนะ เพื่อนลูกมาถามว่าทำไมพ่อแม่เธออายุไม่เท่ากันล่ะ เด็กถามเด็ก เพื่อนถามเขา เขาก็มาถามตั๊ก ก็โหดร้ายเหมือนกันนะ

Q: สามีเคยพูดไหมว่าให้คุณลดความอ้วน

A: เขาไม่เคยพูดให้ตั๊กเสียน้ำใจนะ

Q: เจ้าสัวเป็นคุณสามีที่ประเสริฐมากเลยนะครับ (แซว)

A: (หัวเราะ) แต่เราก็รู้อยู่แล้วละว่าตัวเองอ้วน เพราะแม่จะเป็นคนที่พูดความจริงกับเราทุกอย่าง แม่บอกเลยว่าดูไม่ได้ อ้วน ต้องลดแล้วนะ ถ้าเธอไม่ลดนี่ไม่ได้แล้วนะ แม่จะพูดอยู่อย่างนี้ในทุกครั้งที่เจอ (ย้ำ)

Q: ซึ่งคุณก็ดื้อกับแม่เหมือนเดิมใช่หรือไม่

A: ไม่สนใจ เบื่อ ไม่อยากลด จนวันนั้นวันคริสต์มาส แม่สโตรก ตั๊กไปเจอแม่ก่อน แล้วแม่บอกโอ้โห! ทำไมตัวใหญ่อย่างนี้ นี่คือคำสุดท้ายที่แม่คุยกับตั๊กนะ (หัวเราะ) สักพักหนึ่งแม่เดินไปเข้าห้องน้ำ กลับมานั่งแล้วแม่เขาก็เหมือนกับล้มลงไป หลังจากนั้นก็ไม่ได้พูดอีกเลย

ตั๊กดูแลแม่อยู่นาน 1 ปี 7 เดือน พอแม่เสียตั๊กเลยเริ่มที่จะดูแลตัวเอง แต่ล้มเหลว ลดน้ำหนักไม่ลงน่ะ อดยังไงก็ไม่ลง ใช้วิธีไดเอ็ต และออกกำลังกาย แต่พอหิวมากๆ ก็กิน มันเลยกลายเป็นล่ำบึ้ก เป็นหมูแข็งแรงซะงั้น ก็เลยมาคิดว่ามันต้องมีวิธีสิ ดาราฮอลลีวู้ดเขายังเคยอ้วน แล้วจู่ๆ ก็ผอมมาก 

Q: ต้นทุนเดิมของคุณไม่ใช่ผู้หญิงหุ่นลีนอยู่แล้วนะ

A: ใช่ค่ะ ตั๊กศึกษาศาสตร์ของการกีฬา ว่าเขาดูแลนักกีฬายังไง ก็เลยไปเข้าเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬา เรื่องของโภชนาการ กินตามกรุ๊ปเลือด คุยกับหมอเรื่องการชะลอวัย กินยังไงให้เลือดมันเผาผลาญได้ไวที่สุด กินปุ๊บแล้วออกปั๊บ 

Q: มีที่ปรึกษาด้วยหรือ

A: เป็นคุณหมออยู่คลินิก เจาะเลือดที่โรงพยาบาลกรุงเทพ และส่งเลือดไปตรวจกับคลินิกที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นคลินิกคุณหมอกลอเรีย เขาจะวินิจฉัยเลยว่า เรามีการเผาผลาญเท่านี้ๆ นะ ต้องกินอะไรตามกรุ๊ปเลือด ถึงจะลดน้ำหนักได้ ซึ่งได้ผล น้ำหนักตั๊กภายในเดือนหนึ่งลดไป 8 กิโลฯ 

สัมภาษณ์ ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล,Rabbit Today

Q: แล้วน้ำหนักมีสิทธิกลับมาไหม

A: กลับยากมาก เพราะระบบการเผาผลาญของเราเปลี่ยน ซึ่งตั๊กต้องเปลี่ยนเรื่องการกินใหม่หมดเลย 

Q: ทรมานไหม

A: แต่ก่อนทรมาน แต่เดี๋ยวนี้เริ่มชินค่ะ เสพติดการกินคลีนแล้ว กินจนอร่อยน่ะ แรกๆ ไม่อยากจะกิน แต่พอหิวก็ต้องกิน มีให้กินอย่างนี้ก็ต้องกิน แต่เดี๋ยวนี้ถามหาแต่ผัก อยากกินผัก

Q: เรื่องการออกกำลังกาย ฟิตและเฟิร์มล่ะ

A: พอเราผอมลงมานิดหนึ่ง ก็เริ่มอยากจะมีเนื้อที่กระชับขึ้น ก็เลยเริ่มเข้าฟิตเนส เพราะมันมีความย้วยห้อยเหมือนคนเคยอ้วนน่ะค่ะ แต่เรื่องฟิตและเฟิร์มต้องใช้เวลาเยอะนะคะ ต้องทำเรื่อยๆ ปล่อยไม่ได้เลย ทุกวันนี้ก็ยังต้องทำอยู่ ตั๊กเข้ายิมทุก 3 วันต่ออาทิตย์ หากไม่มีเวลาเข้ายิมก็ต้องวิ่งอยู่ที่บ้าน 

Q: ทุกวันนี้คุณกลายเป็นสายฟิตและเฟิร์ม แถมเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคน

A: ดีใจค่ะ บอกเลยนะว่ากว่าจะมีรูปร่างแบบนี้มันยาก แต่ถ้าใครทำได้คุณจะภูมิใจ  

Q: คิดว่ามีสิทธิจะกลับมาอ้วนอีกไหม

A: ไม่แล้วค่ะ เพราะถ้าอ้วน ปีนี้อายุ 35 แล้วนะ น่าจะลดยาก

Q: ตั้งใจจะมีน้องให้ข้าวหอมบ้างไหม

A: ไม่อยากมีลูกแล้วค่ะ อยากมีลูกแค่คนเดียว และเลี้ยงเขาให้ดีมากๆ ไปเลยดีกว่า เด็กสมัยนี้เลี้ยงยากนะ 

Q: คุณมีอดีตที่อยากกลับไปแก้ไขบ้างไหม

A: เยอะมาก (ตอบทันที)

Q: เพราะคุณไม่ใช่นางเอกสายคลีน แต่เป็นนางเอกสายแรงหรือเปล่า

A: เป็นพวกเพื่อชีวิตค่ะ (หัวเราะ) อันนี้ต้องยอมรับ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งนะ รากฐานเรามั่นคง เป็นต้นไม้ที่ผ่านมรสุมมาเยอะ ผ่านลม ผ่านเฮอริเคน ผ่านอะไรๆ มาเยอะมาก มันล้มไม่ลงน่ะ เพราะจิตใจเราเข้มแข็ง เคยเจอเรื่องแย่ๆ แล้วเราสู้ แม่สอนให้ตั๊กเป็นนักสู้อยู่แล้ว และวันนี้เราเอาความเป็นนักสู้มาสู้ให้ถูกทาง เริ่มจากเข้มแข็งเพราะเห็นแม่นอนป่วยมานาน ตั๊กรู้เลยว่าแม่หวัง หวังว่าเราจะมีชีวิตที่ดี ถึงแม่เราไม่อยู่แล้วเราก็ต้องมีชีวิตที่ดี เพื่อไม่ให้คนอื่นมองว่า อ๋อ…เพราะแม่ไม่อยู่แล้วไงถึงได้เฟล ถึงได้เสียใจ ถึงได้ไปเตลิด…อะไรแบบนี้ ตั๊กจะไม่ให้มีคำนั้น

Q: ให้ขอบคุณใครสักคนในชีวิต เดาว่าคุณน่าจะขอบคุณคุณแม่

A: ใช่ค่ะ, ขอบคุณแม่ (ตอบทันที) ที่เลี้ยงให้ตั๊กเข้มแข็ง เพียงแต่ความเข้มแข็งของตั๊กมันมีความก้าวร้าวอยู่ในนั้น ซึ่งตรงนั้นตั๊กเข้าใจแม่นะคะ แม่ไม่มีเวลาสอนให้ตั๊กนุ่มนวล แต่สอนให้ตั๊กสู้ชีวิต