ชีวิตและการงาน

ก่อนก้าวขาออกจากบ้าน เตือนตัวเองไว้ อย่าทำตัวตามสบาย ถ้าอยากสบายให้อยู่บ้าน ด้วยความปรารถนาดีจาก…จก

Published 10 ต.ค. 2019

By สุชา

มารยาทในที่สาธารณะ

คนโบราณยังเชื่อเลยนาาา…ถ้าจิ้งจกทักอยู่ด้านหลัง ด้านซ้าย หรือบนศีรษะ เขาไม่ให้ก้าวขาออกจากบ้าน หรืออย่าเดินทางไปไหนไกล เดี๋ยวจะเกิดอุบัติเหตุ วิธีแก้เคล็ดง่ายๆ ให้ก้าวเท้าขวาออกไปก่อน 

แต่ถ้าจกทักจากด้านขวาและด้านหน้าอ่ะดี ใครมีธุระเดินทางไปเสี่ยงโชค จกทักปุ๊บจงรีบไป 

แต่เรื่องนี้สำคัญสุด ก่อนก้าวขาออกไปจงเตือนตัวเองไว้ว่าอยู่นอกบ้านอย่าทำตัวตามสบาย หัดเกรงใจผู้อื่นให้มากๆ ถ้าอยากสบายอย่าออกไปไหน ให้นอนอยู่กับบ้าน เพราะรักหรอกนะ…จกเลยเตือน 

ไม่งั้นอาจมีดราม่าเหมือน 2 เหตุการณ์นี้ 

ดราม่าเด็กทำชิ้นงานศิลปะแตก

ดราม่าเด็กทำชิ้นงานศิลปะแตก

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก Wiroon Kingpaiboon โพสต์ภาพและข้อความเล่าเหตุการณ์อุทาหรณ์ ภายในงานนิทรรศการแห่งหนึ่ง หลังทราบว่ามีคนทำงานศิลปะแตก ซึ่งงานศิลปะชิ้นดังกล่าวเป็นงานศิลปะจัดวางของศิลปินรุ่นใหม่ ที่เพิ่งได้รับรางวัลศิลปกรรมรุ่นเยาว์ 

“ในขณะที่ผมและทีมงานกำลังทำงานพิธีเปิดนิทรรศการศิลปะบนชั้นดาดฟ้า น้องทีมงานในห้องนิทรรศการ ก็วิ่งมาบอกว่า…พี่ครับ มีคนทำงานศิลปะแตก…ในนาทีนั้นผมคิดว่าเป็นกรอบรูปที่ตกลงมาแตก แต่เมื่อลงมาดูพบว่า...ไม่ใช่ 

“ชิ้นที่แตกเป็นงานศิลปะจัดวาง ของศิลปินรุ่นใหม่ ที่เพิ่งรับรางวัลศิลปกรรมรุ่นเยาว์มาหมาดๆ (งานชิ้นนี้อยู่ในซีรีย์ที่ได้รางวัล) ภาพตรงหน้า ทำให้ผมเข่าอ่อน รู้สึกหน้าชา ใจไม่ดีเลย...เจ้าของผลงานกำลังให้สัมภาษณ์บนเวทีเสวนาอยู่ เราจะบอกน้องเขาอย่างไร เขาจะรู้สึกอย่างไรนะ หลายคำถามผุดขึ้นมาในใจทันที 

“เมื่อตั้งสติได้ จึงรีบถามหาสาเหตุ พบว่าเป็นเด็กคนหนึ่งที่คิดว่างานศิลปะเป็นล้อรถ เลยวิ่งมาผลักเล่น...คุณแม่น้องเขาบอกว่า ขอโทษด้วย ลูกคิดว่าเป็นล้อรถ น้องเขาดื้อไปหน่อยพ่อเขาจับไม่ทัน

“ผมที่ไม่เคยมีลูก เลยเข้าไม่ถึงเหตุผลนี้ เลยแก้ปัญหาด้วยการขอเบอร์โทรติดต่อคุณแม่น้องเขา แล้วบอกว่า เราขอคุยกับน้องศิลปินเจ้าของผลงานก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เสร็จพิธีเปิดงานแล้วค่อยคุยกัน 

“ผมรีบขึ้นไปดูแลพิธีเปิดงานต่อ จริงๆ แล้ว ก็อยากขึ้นมาพักใจ ไตร่ตรอง ขอคำปรึกษาทีมงาน ศิลปินและเพื่อนๆ เขาก่อน ว่าจะตัดสินใจแบบไหน เมื่อพิธีเปิดงานจบ น้องเจ้าของผลงาน กำลังพาประธานในพิธี อาจารย์ เพื่อนๆ เขาลงไปชมผลงานนิทรรศการ ในห้องนิทรรศการ ก็ได้รับคำตอบว่าผลงานตัวเองเสียหาย ผมเห็นสีหน้าน้องเขา แล้วใจไม่ดีเลย เขาตัวสั่น พูดติดขัด บอกว่า…ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไรครับพี่…แต่ผมอ่ะ เป็นไปแล้ว...จู่ๆ น้ำตาก็รื้นออกมา คิดในใจ …แม่-งเอ้ย!!! ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยวะ…แต่ภายนอกได้แต่นิ่ง แล้วพยายามแก้ไขเหตุการณ์ตรงหน้าต่อ ผมบอกน้องเขาว่า…เดี๋ยวค่อยคุยกับคนทำงานแตก

“น้องเขาลงมาเจอผลงานตัวเอง เขาก็เก็บผลงานให้เข้าที่เข้าทาง ผมเก็บภาพไว้ทันพอดี หลังจากนั้นแขกในงาน ประธาน อาจารย์ เพื่อนๆ เขา ก็มาให้กำลังใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ จากนั้น...ผมก็กดโทรหาคุณแม่ของเด็ก ให้มาเจรจา 

“เมื่อทั้งสามเจอกัน ผม (หอศิลป์) ศิลปิน และคุณแม่น้องเขา ก็เกิดเดทแอร์หลายนาที ผมตัดสินใจพูดก่อน...ผมเสนอว่า...ควรชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่น้องเขาติดไว้…ศิลปินตัวสั่น แล้วพยายามยิ้มให้คุณแม่น้องเขา แล้วบอกว่า...ผมไม่เป็นไร เข้าใจครับ ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ…

“คุณแม่น้องเขาขอโทษ บอกว่า…น้องเขายังเด็ก ขอชดใช้ครึ่งราคา…หลังจากนั้น ผมไม่ขอเล่านะครับ มันไม่รู้จะเล่าแบบไหน...#@#@$#%^))OOU&^^%$$^R#@!!!!!!!!!!

“ตลอดเวลาที่ทำงานนี้ ผมจะยึดหลักในการทำงานเสมอว่า... เขาไว้ใจให้เราทำงานนี้ ต้องทำให้ดีที่สุด ศิลปินไว้ใจให้เราเอาผลงานเค้ามาแสดง เราต้องดูแลงานเขาให้ดีที่สุด ดังนั้น ผมจะเซนซิทีฟกับเรื่องนี้มาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ทุกครั้งที่เกิด มันจะจบลงด้วย สิ่งที่คาใจกับผมเสมอ...

“ถ้าคนคนหนึ่งเห็นคุณค่างานศิลปะ เหมือนหรือคล้ายๆ ที่เขาให้ค่า รถหรูของเขาโดนขูดเป็นรอย กระเป๋าใบงามโดนน้ำเสียหาย นาฬิการาคาแพงเป็นหน้าปัดแตก การเจรจาจะไม่ลงเอยแบบนี้ (ใจคนให้ค่าสิ่งของไม่เท่ากัน ผมเข้าใจ แต่ไม่น่าลดคุณค่าในสิ่งที่คุณไม่เห็นค่ามันนะ) 

“ถ้าลูกคุณดื้อ…ก็ขอให้จับมือเค้าหน่อย...เราติดป้ายชัดเจน เด็กเค้าไม่อ่านหรอก แต่ผู้ปกครองควรอ่าน แล้วบอกกล่าวดูแลกันนิดนึงนะครับ ท้ายสุดแล้ว...สิ่งที่บอกผมเสมอ...คือ การจัดการงานนิทรรศการศิลปะว่ายากแล้ว...การสร้างวัฒนธรรมการชมงานศิลปะยากยิ่งกว่า”

ทั้งหมดคือข้อความระบายบอกจากคนจัดนิทรรศการศิลปะที่รู้สึกไม่สบายใจหลังจากเกิดเหตุการณ์ความเสียหายขึ้นกับชิ้นงานศิลปะที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าตัว

Rabbit Today ต่อสายตรงถึง ซองทิพย์ เสริมสวัสดิ์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายมิวเซียมสยาม ฐานะคนวงในผู้คร่ำหวอดการจัดกิจกรรมและนิทรรศการ และในฐานะเป็นคุณแม่ลูกสอง ของบุตรสาวและบุตรชายวัยซน ได้ให้มุมมองของทั้ง 2 ฝั่งว่า…

“ในฐานะคนทำพิพิธภัณฑ์…การเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษาวัตถุจัดแสดงให้ดี ให้ปลอดภัยที่สุด คือมาตรฐานที่ควรทำ อันนี้เป็นหน้าที่ของฝั่งคนทำพิพิธภัณฑ์ แต่ถ้ากังวลเรื่องความสวยงามหรือมีคอนเซ็ปต์การจัดวางจากเจ้าของวัตถุหรือศิลปินที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ อันนี้ถือว่าอยู่นอกเหนือมาตรฐาน จำเป็นต้องตกลงกันต่างหากในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น

“หากตนเองเป็นผู้จัดงาน คงต้องเท้าความนิดหนึ่งว่าก่อนจัดแสดงแบบนี้มีกติกาตกลงอย่างไรกับเจ้าของวัตถุจัดแสดง เพื่อหาข้อตกลงในการร่วมกันรับผิดชอบ ปกติมาตรฐานการยืมวัตถุจัดแสดงจะครอบคลุมถึงการทำประกันความเสียหายหรือสูญหายอยู่แล้ว ซึ่งพอจะช่วยเยียวยาได้บ้างนะคะ

“ส่วนในฝั่งของพ่อแม่…การรับผิดชอบการกระทำใดๆ ของลูกที่เกิดขึ้นในทุกกรณี อันนี้ถือเป็นหน้าที่อยู่แล้ว การสอนลูกเรื่องมารยาทสังคมหรือกฎกติกาสังคมที่ควรกระทำก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่เช่นกัน ถ้าตัวเองเป็นพ่อแม่ก็คงรับผิดชอบเต็มที่ในความเสียหายที่ลูกทำ และกลับมาสอนลูกถึงเรื่องนี้ให้เป็นบทเรียนสำคัญ” 

แล้วคุณล่ะ…อยู่ฝั่งไหน?

ดราม่านั่งแช่ในร้านกาแฟ

ดราม่านั่งแช่ในร้านกาแฟ

 อีกหนึ่งดราม่าจากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปอ้างว่าถูกเจ้าของร้านกาแฟแห่งหนึ่งไล่ออกจากร้าน ด้วยวิธีดึงปลั๊กโน้ตบุ๊กออก แล้วยกพัดลมไปให้ลูกค้ารายอื่น ซึ่งมีการแชร์กันอย่างมากในโลกออนไลน์

ก่อนจะแซ่บกับดราม่านั่งแช่ร้านกาแฟ เรามาดูปรัชญาการให้บริการของร้านกาแฟข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน ที่มีรูปโลโก้เป็นนางเงือกสีเขียวๆ กันก่อน

“ที่นี่คือบ้านหลังที่สองของคุณ” ในเมื่อเป็นบ้านหลังที่สอง ฉะนั้นคุณจึงมีสิทธิทำอะไรก็ได้ในร้านกาแฟของเรา--ประมาณนั้น

ถามว่าแล้วถ้าโต๊ะเต็ม ไม่สามารถเทิร์นคนนั่งใช้บริการออกได้ล่ะ ร้านเงือกเขียวตอบว่าก็แค่เปิดร้านให้ใหญ่ขึ้นกว่าเก่า เพราะนั่นแสดงว่าทำเลนั้นมีลูกค้าเยอะ เพราะอย่างนี้ไงเล่าเราถึงได้เห็นบางจุดที่เป็นที่ชุมชนมีร้านกาแฟเงือกเขียวตั้งอยู่มากกว่า 1 ร้าน หรือในบางตึก บางห้างสรรพสินค้าก็มีร้านกาแฟนางเงือกตั้งอยู่ด้านหน้าชั้น G (เพราะทำเลดีที่สุด สวยเลือกได้ก็งี้แหละ) กับมีเปิดให้บริการอยู่บนชั้นอื่นๆ แบบโนสน-โนแคร์

นั่นคือรูปแบบการให้บริการและบริหารงานแบบร้านแฟรนไชนส์ใหญ่ระดับโลก ซึ่งอาจสร้างความคุ้นชินกับคอกาแฟบ้านเราที่ติดหรูดูดี และทำตัวตามสบาย นั่งแช่อยู่ในร้านกาแฟได้นานๆ เพราะปรัชญาและการให้บริการเขาว่าไว้อย่างนั้น กับแน่นอนว่า คุณต้องแลกมาด้วยราคาของกาแฟและของกินเล่นที่ค่อนข้างแพงกว่าร้านอื่น
กลับมาที่ดราม่านั่งแช่ร้านกาแฟสดๆ ร้อนๆ กันดีกว่า

จากการสอบถามเจ้าของร้านกาแฟ อายุ 26 ปี เปิดเผยว่า ผู้หญิงที่ปรากฏในคลิปเป็นคุณแม่ของตนเอง ซึ่งตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง แต่พนักงานในร้านบอกว่า ลูกค้าคนดังกล่าวมานั่งประมาณเที่ยง โดยสั่งกาแฟ 1 แก้วแล้วก็ใช้ไฟของทางร้าน

“โดยปกติแล้วทางร้านจะมีบริการไวไฟและเสียบปลั๊กฟรี แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่ได้ใช้นานขนาดนั้น ซึ่งลูกค้าคนนี้เคยมาที่ร้านตนก่อนหน้านี้ และมาเป็นประจำ โดยจะสั่งอาหารนิดหน่อย แล้วใช้ไฟตลอดแต่ไม่เคยส่งเสียงดัง ส่วนใหญ่จะใช้ไฟเยอะ ขั้นต่ำที่มาจะใช้ไฟประมาณ 6 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้นก็มี เมื่อคุณแม่เห็นบ่อยๆ เลยรู้สึกว่าเป็นการที่ใช้ไฟมากเกินไป จนเกิดการปะทะคารมขึ้น

“ภาพที่ปรากฏในคลิปที่แชร์กันสนั่นโลกโซเชียล เหตุการณ์คือลูกค้ามาเกือบๆ เที่ยง แต่ตอนที่มีปัญหาประมาณ 5-6 โมงเย็น ลูกค้าได้สั่งกาแฟร้อน 1 แก้ว เมื่อก่อนลูกค้ามาบ่อยแล้วหายไปสักพัก โดยจะมานั่งทำงานที่ร้านและก็เสียบปลั๊กคอมฯ นั่งทำงานนานๆ ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง บางทีก็จะมานั่งตั้งแต่เช้ายันมืดเลยก็มี ปกติแล้วทางร้านก็โอเคที่จะให้ใช้ไฟ แต่พอมันเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็ไม่ค่อยโอเค

“ตนยอมรับว่าเป็นความผิดของทางร้านด้วยที่มีการเจรจาที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร อันนี้ทางร้านต้องขอโทษด้วย แล้วต่อไปจะต้องมีการปรับปรุง โดยมีการติดเงื่อนไขในการใช้ไฟแจ้งให้ทราบ” นี่เป็นคำชี้แจงจากฟากเจ้าของร้าน

รูปแบบการให้บริการของแต่ละร้านกาแฟไม่จำเป็นต้องเหมือนหรือสอดคล้องกัน ขึ้นอยู่กับเจ้าของที่คิดคำนวณแล้วถึงภาระต้นทุนในการเปิดร้านขึ้น ดังนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ร้านกาแฟ แต่เหมารวมถึงธุรกิจการให้บริการอื่นๆ ที่ไม่ได้เปิดมาเพื่อทำสาธารณกุศล แต่ต้องการแสวงหาผลกำไรสูงสุด

การเดินเข้าไปใช้บริการร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือบริการใดๆ ก็ตาม คุณคือลูกค้าที่มีตัวตนและเชื่อว่าเจ้าของกิจการหรือพนักงานทุกคนในร้านสะกดจิตไว้แล้วที่ต้องพร้อมและให้บริการอย่างดีที่สุด แต่คำว่าดีที่สุดต้องกอปรขึ้นด้วยความตระหนักรู้และเกรงใจของตัวลูกค้าเอง

จกไม่ได้ต้องการการถกเถียง ถามหาคนถูก-คนผิด แต่แค่จะร้องทักว่า หลังก้าวขาออกจากบ้าน นั่นคือคุณไม่ได้สะดวกสบายเหมือนแผ่หราอยู่บนเตียงนอนนุ่ม หรือโยนตัวลงบนโซฟาเบดตัวเก่ง ไฟก็ไฟเขา น้ำก็น้ำเขา งานศิลปะที่โชว์ก็ของเขาไม่ใช่ของเรา ประเด็นดราม่าทั้งหลายจะไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าทุกคนรู้จักสะกดคำว่า ‘เกรงใจ’ 

จุ๊ๆ จกก็แค่ทักน่ะ เชื่อไม่เชื่อก็แล่วแต๊…



Advertising