ชีวิตและการงาน

ระยะห่างไม่ใช่ความเหินห่าง

Published 11 ก.พ. 2019

By คำ ผกา

take-care-of-your-parents-smart-living-Rabbit-Today-banner

คำพูดหนึ่งที่เรามักได้ยินเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุของเราล่วงเข้าสู่วัย 40 ตอนปลาย และพ่อแม่ของพวกเราขณะอยู่ในวัย 60 ปลาย 70 ปลาย

คือคำพูดที่ว่า ให้ดูแลพ่อ-แม่ให้ดีที่สุด ท่านอยากกินอะไรให้พาไปกิน อยากไปเที่ยวให้พาไปเที่ยว หรือควรจะหาเวลาอยู่กับท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่รู้ว่าเราจะมีเวลาเหลือให้กันอีกกี่มากน้อย

อยู่เนืองๆ เรามักจะเห็นภาพเพื่อนๆ เราพาพ่อแม่ไปกินข้าว พาพ่อแม่ไปเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ พาพ่อแม่ไปทำบุญ และอื่นๆ อันตัวฉันเอง เมื่อเห็นภาพเหล่านี้บางทีก็ทำให้ฉุกใจคิดว่า เอ๊ะ นี่เราเป็นลูกที่เลวหรือเปล่า เอ๊ะ นี่เราเป็นลูกที่ใจจืดใจดำหรือเปล่า ทั้งนี้ เพราะไม่เคยคิดจะพาพ่อแม่ไปเที่ยว หรือไปกินข้าว หรือไปทำอะไรเลย

ไม่ใช่เพราะไม่รักพ่อแม่ แต่ฉันคิดว่าการกระทำอย่างนั้นจะทำให้ตัวเองไม่สนุก ซึ่งหลายคนก็อาจจะบอกว่า เขาไม่ได้ให้สนุก เขาไปเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ต่างหากเล่า

เออ พูดอย่างนี้ ยิ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนเราเป็นลูกเนรคุณอะไรไปอย่างนั้นเลย

แต่ฉันกับแม่ไม่ได้สัมพันธ์กันแบบรู้สึกว่าต้องพาแม่ไปเที่ยว หรือไปกินข้าว เพราะเราต่างมีรสนิยม มีความชอบที่ต่างกันมาก เมื่อเป็นดังนั้น ฉันคิดว่ามันจะดีกว่ามาก ถ้าแม่ไปกินข้าว หรือไปเที่ยว ไปทัวร์ ไปวัด ไปทำบุญไหว้พระกับแก๊งของเขาหรือเพื่อนของเขาเอง

สิ่งที่ฉันเลือกทำคือ อำนวยความสะดวกให้พ่อหรือแม่ได้ไปเที่ยว หรือได้ทำกิจกรรมที่เขาได้เป็นตัวของตัวเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในซีนนั้นของเขาก็ได้

ทั้งนี้ อาจตามมาซึ่งคำถามของ ‘คนอื่น’ อีกว่า ‘อ้าว บางที พ่อแม่เขาก็อยากใช้เวลากับลูกนะ’

แต่การใช้เวลากับลูก มันไม่จำเป็นต้องไปทำในสิ่งที่ทั้งเราทั้งเขาไม่เอนจอย เช่น เขาอาจจะไม่อยากกินข้าวในร้านที่เราอยากกิน หรือเราก็ไม่อยากกินข้าวในร้านที่เขาชอบกิน เขาไม่อยากไปในที่ที่เราคิดว่ามันน่าไป และเราก็ไม่อยากไปในที่ที่เขาอยากไป

การใช้เวลาด้วยกันอาจจะเป็นแค่การไปหากันที่บ้าน กินข้าวที่บ้าน นั่งคุยกันธรรมดาๆ ปรึกษาหารือ หรืออื่นๆ และไม่จำเป็นต้องทำราวกับว่า โอ้ ชีวิตช่างแสนสั้น ก็รีบทำอะไรๆ ให้กันก่อนจะสายเกินไป

สำหรับบางครอบครัว ที่มีความสุข และเอนจอยกับการไปไหนกับพ่อกับแม่ หรือมีความสุขกับการพาพ่อแม่เที่ยวจริงๆ การที่เขาไปเที่ยวด้วยกันก็เพราะมันสนุกที่จะไปด้วยกัน แต่ประเด็นของฉันคือ มีคนจำนวนมากไม่ได้เอนจอยสิ่งนั้น แต่ทำลงไปเพราะกลัวว่าตัวเองจะเป็นลูกที่ไม่ดี กลัวว่าปุบปับเกิดอะไรขึ้น แล้วต้องมานั่งรู้สึกผิดไปจนตายว่า โธ่ ไม่น่าเลย เราน่าจะดูแลเขาได้ดีกว่านี้

หรือพ่อแม่บางรายก็มีความ ‘งอแง’ ต่อลูกมากอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น น้อยอกน้อยใจว่า ทำไมลูกไม่พาฉันไปเที่ยวเหมือนลูกคนอื่น ทำไมลูกของฉันไม่มาหาในวันเกิด ทำไมลูกฉันไม่พาไปวัดไปทำบุญเหมือนลูกคนอื่น

แต่มันจะดีกว่าไหม ที่เราจะทบทวนเรื่องเหล่านี้และตระหนักว่า การดูแลพ่อแม่ของเราไม่จำเป็นต้องเป็นแพตเทิร์นเดียวกับของคนอื่น และพ่อแม่ก็ควรจะเข้าใจว่าไม่ควรเรียกร้องให้ลูกตัวเองทำเหมือนลูกคนอื่นๆ เพราะต่างมีปัจจัย เงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน

พ่อแม่ที่สุขภาพจิตดีจำนวนมาก มักเป็นผู้สูงวัยที่รักและหวงแหนความเป็นตัวของตัวเอง และไม่ต้องการพึ่งพิงลูกหลานมากนัก เช่น หลายคนยังไปออกกำลังกาย ไปบุ๊กคลับ ไปเรียนวาดรูป ไปเรียนร้องเพลง มีแก๊งคาราโอเกะของตนเอง

ส่วนคนเป็นลูก สำหรับฉันมันสำคัญมาก ที่เราจะเคารพ รสนิยมของพ่อแม่ แล้วไม่ใช้เขามาเป็นพร็อพ เพื่ออวดอ้างความเป็นลูกที่ดีของเรา หรือสักแต่พาเขาไปเที่ยว ไปกินของอร่อยๆ ไปทำบุญ เพียงเพราะเราจะได้ไม่รู้สึกผิด และเพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นว่าฉันได้ทำหน้าที่ลูกอย่างดีที่สุดแล้วนะ

สำหรับฉันในฐานะที่เป็นลูกในสายที่ไม่ชอบเจ๊าะแจ๊ะ จี๋จ๋า กับพ่อแม่ และรักที่ได้ ‘แยก’ ตนเองออกมาเป็นเอกเทศ ประหนึ่งเป็นรัฐเอกราช ลงตัวที่การดูแลพ่อแม่ ด้วยการให้เขาได้เป็นตัวของตัวเอง มีสังคมของตนเอง และเราต่างเคารพในความเป็นส่วนตัวของกันและกัน จัดสรรค่าใช้จ่ายให้เขาโดยที่ตัวเราไม่เดือดร้อน พูดคุย พบปะ ตามวาระโอกาสที่อยากพบ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ ไม่ไปกะเกณฑ์ชีวิตของเขา และเขาก็ไม่มากะเกณฑ์ชีวิตของเรา

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์อื่นๆ ในชีวิต ฉันคิดท้ายที่สุด เราไม่ควรดูแลความสัมพันธ์ด้วยคิดว่ามันเป็น ‘หน้าที่’ และไม่ควรวัดระดับ ‘ความรัก’ ด้วยดีกรีของการอุทิศตนให้กันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่เราพึงดูแลความสัมพันธ์และรักษาความรักนั้นไว้จากความ ‘เคารพ’ ในกันและกัน

ที่สำคัญที่สุด อย่าทำอะไรเพียงเพราะใครๆ เขาทำกันอย่างนั้น



Advertising