กินดื่ม

ห่อหมกฮวกไปฝากป้า พญาคันคาก และบั้งไฟ

Published 16 พ.ค. 2019

By สิทธิโชค ศรีโช

Tadpole-packet-tasty-Rabbit-Today-banner

เดือนพฤษภาคม หรือที่คนโบราณนับเป็นเดือน 6 คือช่วงที่ย่างเข้าสู่ฤดูฝน ฝนและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอย่าง กบ คางคก เขียด อึ่งอ่าง ฯลฯ ดูเหมือนเป็นของคู่กันจนมีคนหยิบจับมาแต่งเป็นเพลง ถ้าในอดีตก็คงคุ้นหูกับท่อน “ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมไปทั่วท้องนา” แต่ถ้ายุคนี้ต้องฮัมเพลงลูกทุ่งอีสานอย่าง “ห่อหมกฮวกไปฝากป้า” แทน

บนแผ่นดินแห้งแล้งของภาคอีสาน สิ่งที่เกษตรกรรอคอยคือ ฝน เพราะน้ำคือหัวใจของการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพที่การันตีว่าจะทำให้พวกเขามีอาหารกิน หากฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล จึงต้องทำการขอฝน ซึ่งหนึ่งในวิธีขอฝนคือ ‘การจุด บั้งไฟ’

การขอฝน บั้งไฟ และชาวอีสาน นั้นเคียงคู่กันมายาวนาน และถ้าจะพูดให้หมด ต้องบอกว่า ในประเพณีดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับนิทานปรัมปราที่มีพญาคันคาก (คันคากแปลว่าคางคก) และพญาแถน (เทวดาผู้มีฤทธ์มาก เชื่อว่าแถน เป็นผู้บันดาลฟ้าฝนให้ตก โดยแถนทั้งปวง มี แถนหลวง หมายถึง พระอินทร์ เป็นผู้ปกครอง) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

โดยตำนานนั้นมีหลายเวอร์ชั่น แต่สรุปรวมความคล้ายกันว่า พญาคันคาก (บางตำนานก็ว่าเป็นคางคกจริงๆ บางตำนานก็ว่าเป็นลูกกษัตริย์ที่เกิดมามีหน้าตาคล้ายคางคก) มีฤทธิ์มีเดชมาก จนเป็นที่นับถือของผู้คนบนโลกมนุษย์ ทำให้แถนบนสวรรค์รู้สึกโกรธ 

อารมณ์ว่า ความป๊อบของ พญาคันคาก สร้างความไม่มั่นคงทางเสถียรภาพการปกครองมนุษย์ของเทวดา ดังนั้น แถนจึงสั่งให้นาคหยุดเล่นน้ำ เป็นผลให้ฝนไม่ตก แผ่นดินเกิดแห้งแล้ง แต่ก็อย่างที่เล่ามา พญาคันคากก็มีฤทธิ์เดชมากเหมือนกัน จึงรวมสรรพสัตว์น้อยใหญ่ รวมถึงแมลงมีพิษ ทั้งกบ เขียด แร้ง กา ต่อแตน ฯลฯ ขึ้นไปก่อสงครามกับแถนบนฟ้า ให้มันรู้กันเลยว่า ไผ เป็น ไผ! 

งานนี้ผลออกมาว่า แถนแพ้จ้า ก็เลยต้องทำพันธะสัญญากัน ระหว่างพญาคันคาก ซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์โลก และแถน ซึ่งเป็นตัวแทนของเหล่าเทวดา ว่าเมื่อถึงฤดูเพาะปลูกบนโลกมนุษย์ แถนต้องทำให้ฝนตก ฝ่ายแถนก็เลยถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าจะเพาะปลูกตอนไหน พญาคันคากเลยบอกว่า เดี๋ยวจะส่งสัญญาณ ด้วยการจุดบั้งไฟ นั่นเอง

นั่นคือส่วนของนิทานเก่าแก่ ที่ลูกอีสานสมัยก่อนต้องเคยได้ยินกันมา ทว่าในโลกความจริง เมื่อถึงเดือนหก (นับแบบไทย) ฝนตกลงมา ท้องไร่ท้อนาเริ่มมีน้ำขัง เวลานี้เอง ที่สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอย่าง กบ เขียด อึ่งอ่าง จะเริ่มวางไข่ และในแหล่งน้ำก็จะเริ่มมีลูกอ๊อด หรือที่คนอีสานเรียกว่า ‘ฮวก’ ว่ายน้ำไปมาเป็นฝูง คนอีสานรู้จักปรับตัวอยู่กับธรรมชาติได้ดี ที่สำคัญสามารถกินสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติได้เกือบทุกชนิด ดังนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ จึงมีเมนูอาหารจาก กบ เขียด อึ่งอ่าง รวมไปถึง ฮวก 

เมนูสุดคลาสสิกจากเจ้าสัตว์นักกระโดดตามแบบฉบับของชาวอีสาน ก็ได้ทั้ง ต้ม อ่อม เอาะ อู๋ รวมไปถึงการนำไปทำเครื่องปรุงรสอย่างปลาร้าด้วย แต่ที่อยากเล่าให้ฟังในคราวนี้คือ ห่อหมกฮวก ที่โด่งดังในเนื้อเพลงจนคนไทยติดหูกัน

ฮวก หรือลูกอ๊อดนั้น กระดูกยังอ่อน กินได้ทั้งตัว แต่คนอีสานจะเลือกกินลูกอ๊อด คือ กินเฉพาะลูกอ๊อดจาก กบ เขียด และอึ่งอ่าง แต่จะไม่กินลูกอ๊อตของคางคก เหตุผลที่งดเว้นคงไม่น่าจะเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง พญาคันคากที่เล่ามาหรอก แต่เป็นเพราะพิษที่อยู่ในตัวคางคกต่างหาก ฮวกกบ เป็นฮวกที่นิยมกินกันที่สุด เพราะตัวใหญ่ ได้เนื้อได้หนัง ทว่าปัจจุบันหากินได้ง่าย เพราะเกษตรกรเริ่มเพาะเลี้ยงกบกัน จึงมีฮวกกบกินได้ทั้งปี 

แต่ถึงกระนั้น นักกินรุ่นเก่าชาวอีสาน ก็ยืนยันว่า ฮวกเลี้ยงนั้นจะมีกลิ่นคาว ไม่อร่อยอย่างฮวกตามธรรมชาติ นอกจากนั้น ฮวกอึ่งอ่างและฮวกเขียด ก็เป็นฮวกที่นิยมกินกันแต่จะกินเฉพาะในฤดูฝนนี้เท่านั้น เพราะต้องหาตามธรรมชาติ

การจะนำฮวกไปปรุงอาหารต้องมีการนำไปรีดเอาไส้และมูลของมันออกจากท้องก่อน เรียกตามภาษาอีสานว่า ‘ไส่ขี่’ ซึ่งแปลว่า ให้ ‘รีด’ หรือ ‘ใส’ มูลของฮวกออกก่อน แต่คนต่างถิ่นอาจงง เพราะฟังเสียงเหมือนจะบอกให้ใส่ขี้ฮวกลงไปด้วย จึงต้องบอกไว้จะได้ไม่เข้าใจผิด การเตรียมฮวกนับว่าเป็นงานที่ต้องใช้ความเพียรมาก เพราะต้องทำทีละตัว จากนั้นนำไปล้างสะอาดอีกทีจึงนำไปปรุง

ถ้าจะทำห่อหมกฮวก ไม่ว่าจะเอาไปฝากป้า หรือ กินเอง วิธีทำก็เหมือนกัน คือ เมื่อเตรียมฮวกเสร็จแล้ว ก็นำมาเคล้ากับพริกแห้งโขลกกับหัวหอมและตะไคร้ (บางคนจะบุบตะไคร้ใส่แยกต่างหาก) ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า เกลือ น้ำปลา บางคนก็ใส่ผงชูรสลงด้วย แล้วใส่ ต้นหอมหั่นท่อน  ผักชีลาว และพริกอ่อนเป็นลูกโดด รวมถึงสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ใบแมงลัก กลิ่นของหมกฮวกจึงจะต้องตามตำรับอีสานแท้ 

เมื่อเคล้าทุกอย่างเข้ากันดีแล้วก็ตักใส่ใบตอง ห่อ กลัดให้สนิท แล้วนำไปย่าง หรือ นึ่งรอจนสุก พร้อมกินกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ บางครั้งห่อหมกฮวกยังใส่ตัวอ่อนของแมลงปอ (แมงระงำ) แมลงสีเสียด (หน้าตาคล้ายแมงดานา) หรือปูนาตัวเล็กลงไปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะก็หามาได้พร้อมๆ กัน จากการใช้สวิงช้อนหามานั่นเอง

วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น อาจทำให้คนเมืองหลวงงงกึ่งขยาดจนเกิดคำถามว่า ‘กินกันเข้าไปได้อย่างไร?’ แต่ถ้ามองให้ดีอาจเห็นความงดงามในวิถีชีวิตที่พยายามปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมเพื่อดำรงชีพให้รอด และจะว่าไปอาหารระดับโลกหลายประเทศที่เราต่างชื่นชม เช่น ญี่ปุ่น หรือ ฝรั่งเศส ก็มีรากฐานมาจากอาหารพื้นบ้านที่ผ่านการพัฒนาและคลี่คลายกันทั้งสิ้น หรือบางครั้งเป็นแบบดั้งเดิมด้วยซ้ำ 

แล้วอาหารไทยพื้นบ้านล่ะ ถึงแวลาจะไปยืนในจุดนั้นบ้างหรือยัง



Advertising